
ข้าวหอมมะลิไทยเจอศึกหนัก กัมพูชาตัดราคา 400 ดอลลาร์ต่อตัน รุกชิงตลาดสหรัฐ
ผู้ส่งออกข้าวไทยชี้กัมพูชาเร่งระบายข้าวหอมมะลิหลังปิดด่านชายแดน เสนอราคาต่ำกว่าข้าวไทยถึง 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ชิงตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่ฟิลิปปินส์-มาเลเซียเร่งนำเข้าช่วยพยุงส่งออกทั้งปี ลุ้นแตะเป้า 7 ล้านตัน
KEY
POINTS
- กัมพูชาเสนอขายข้าวหอมมะลิในราคาที่ต่ำกว่าไทยถึงตันละ 400 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรุกชิงส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐอเมริกา
- สาเหตุหลักเกิดจากการปิดด่านชายแดน ทำให้ผู้ส่งออกกัมพูชาต้องเร่งระบายสินค้าออกสู่ตลาดโลกโดยตรงด้วยการตัดราคา
- การแข่งขันด้านราคาส่งผลให้ยอดส่งออกข้าวหอมมะลิไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1 ลดลงแล้วประมาณ 20%
การส่งออกข้าวไทยในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีปริมาณ 3.28 ล้านตัน ลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 4.04 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1,911 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 60,387 ล้านบาท ลดลง 20.51% โดยตลาดส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มูลค่า 12,489 ล้านบาท ลดลง 13% แอฟริกาใต้ 6,247 ล้านบาท ลดลง 10% มาเลเซีย 3,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 201% ฟิลิปปินส์ 3,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% และจีน 2,945 ล้านบาท ลดลง 48%
กัมพูชาดัมพ์ข้าวหอมมะลิ ชิงตลาดสหรัฐ
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจัยที่น่าจับตาในเวลานี้คือการแข่งขันในตลาดข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย หลังยอดส่งออกข้าวหอมมะลิไทยลดลงราว 20% ในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา จากราคาที่สูงกว่าคู่แข่งอย่างมาก
สาเหตุสำคัญมาจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ข้าวเปลือกกัมพูชาที่เคยส่งเข้ามาสีและส่งออกผ่านไทยปีละประมาณ 500,000 ตัน ไม่สามารถเข้ามาได้ ผู้ส่งออกกัมพูชาจึงต้องเร่งระบายสินค้าออกสู่ตลาดโลกด้วยการเสนอราคาต่ำกว่าข้าวหอมมะลิไทยอย่างมาก จากปกติที่ต่ำกว่าประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน กลายเป็นต่ำกว่าถึง 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยข้าวหอมมะลิไทยเสนอขายราว 1,200-1,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมมะลิกัมพูชาเสนอขายเพียงประมาณ 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
นายชูเกียรติกล่าวว่า ส่วนต่างราคาที่กว้างมากทำให้ผู้นำเข้าในหลายประเทศหันไปเลือกข้าวกัมพูชา ก่อนนำไปบรรจุใหม่และทำตลาดในชื่อข้าวหอมมะลิไทยในบางประเทศ ส่งผลให้ไทยเผชิญแรงกดดันด้านส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ทั้งในสหรัฐอเมริกา จีน และบางประเทศในยุโรป
ข้าวขาวไทยยังสู้คุณภาพ แม้ราคาสูงกว่าคู่แข่ง
นอกจากการแข่งขันในตลาดข้าวหอมมะลิแล้ว ข้าวขาวไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านราคา โดยปัจจุบันราคาข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ประมาณ 440-450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สูงกว่าเวียดนามที่ราคาอยู่ที่ 420 ดอลลาร์สหรัฐ ปากีสถานราว 395 ดอลลาร์สหรัฐ และอินเดียประมาณ 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงได้เปรียบด้านคุณภาพสินค้าและความน่าเชื่อถือในการส่งมอบ ขณะที่อินเดียแม้มีราคาถูกกว่า แต่หลายประเทศยังไม่มั่นใจในคุณภาพและความตรงต่อเวลาของการส่งมอบ ส่วนฟิลิปปินส์และมาเลเซียยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพข้าวไทย และไม่นิยมข้าวเก่าจากอินเดีย
ฟิลิปปินส์-มาเลย์เร่งซื้อ ชดเชยตลาดอิรัก
สำหรับภาพรวมตลาดส่งออก นายชูเกียรติ กล่าวว่า แม้ไทยจะสูญเสียตลาดอิรักจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง จนการส่งออกไปอิรักแทบหยุดชะงัก หลังสามารถส่งออกได้เพียงประมาณ 90,000 ตันในช่วงต้นปี แต่ยังได้รับแรงหนุนจากตลาดฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่เร่งนำเข้าข้าวเพื่อสำรองสต็อกรองรับความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญ
โดยฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวไทยเกือบ 400,000 ตันในช่วงครึ่งปีแรก จากปกติทั้งปีนำเข้าเพียง 200,000-300,000 ตัน และคาดว่าตลอดปีนี้จะเพิ่มเป็น 600,000-700,000 ตัน ขณะที่มาเลเซียก็เร่งเพิ่มการสำรองข้าวจากเดิม 3 เดือน เป็น 9 เดือน ส่งผลให้การนำเข้าข้าวไทยขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ลุ้นส่งออกทั้งปีแตะ 7 ล้านตัน
นายชูเกียรติ ประเมินว่า แม้การแข่งขันในตลาดโลกจะรุนแรงขึ้นจากการตัดราคาของคู่แข่ง และไทยยังเผชิญผลกระทบจากการหายไปของตลาดอิรัก แต่แรงหนุนจากฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และตลาดแอฟริกา โดยเฉพาะแอฟริกาใต้ จะช่วยประคองการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังได้
"หากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติม ทั้งจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์หรือความผันผวนของตลาดโลก เชื่อว่าการส่งออกข้าวไทยทั้งปี 2569 ยังมีโอกาสทำได้ใกล้เคียงเป้าหมาย 7 ล้านตัน และรักษาอันดับ 3 ของประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกไว้ได้(รองจากอินเดีย และเวียดนาม) แม้การแข่งขันด้านราคาจะทวีความรุนแรงมากขึ้นก็ตาม" นายชูเกียรติ กล่าวตอนท้าย







