thansettakij
thansettakij
อุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทย...พร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

อุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทย...พร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

04 ส.ค. 69 | 07:59 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ส.ค. 69 | 08:01 น.

โลกการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ได้เผชิญแค่โรคระบาดอีกต่อไป แต่ยังต้องรับมือกับสภาพอากาศที่ผันผวน คุณภาพน้ำที่เสื่อมลง มาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด ฟาร์มสัตว์น้ำไทยพร้อมเปลี่ยนจากการแก้ปัญหา สู่ การป้องกัน แล้วหรือยัง

KEY

POINTS

  • อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยเผชิญความเสี่ยงยุคใหม่ที่ซับซ้อนกว่าในอดีต ไม่ใช่แค่โรคระบาด แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ คุณภาพน้ำ และ มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น
  • เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวโดยลงทุนในระบบป้องกันความเสี่ยง เช่น ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) การกรองน้ำ และการใช้ข้อมูลบริหารจัดการฟาร์ม ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการรับมือกับความเสียหาย
  • การบริหารฟาร์มยุคใหม่ต้องมุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และภาครัฐควรสนับสนุนให้เกษตรกรสร้างขีดความสามารถในการป้องกัน แทนการเยียวยาหลังเกิดปัญหาเพียงอย่างเดียว

ในทุกครั้งที่เกิดปัญหาในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คำถามที่สำคัญเท่าๆ กับการเสาะหาต้นเหตุหรือที่มาของปัญหา คือ...วันนี้ ฟาร์มของเกษตรกรไทยพร้อมรับมือกับความเสี่ยงยุคใหม่แล้วหรือยัง?

โลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน การเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ได้เสี่ยงแค่โรคระบาด แต่ยังต้องเผชิญกับอากาศที่แปรปรวน น้ำเสื่อมคุณภาพ สิ่งมีชีวิตต่างถิ่น และมาตรฐานอาหารที่เข้มงวดขึ้นทุกปี ฟาร์มที่ยังสูบน้ำจากคลองเข้าบ่อโดยไม่มีระบบกรอง ก็อาจรับทั้งเชื้อโรค ปรสิต หรือสัตว์น้ำที่ไม่ต้องการเข้ามาพร้อมกับน้ำ

คำถามคือ...มีระบบกรองน้ำหรือไม่  มีมาตรการ Biosecurity หรือเปล่า ตรวจคุณภาพน้ำสม่ำเสมอหรือไม่ ใช้ข้อมูลบริหารฟาร์มหรือยัง

หลายคนมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็น "ต้นทุน" แต่ในความเป็นจริง มันคือ ต้นทุนของการป้องกัน ซึ่งอาจถูกกว่าความเสียหายที่ต้องจ่ายเมื่อเกิดวิกฤตหลายเท่า

ประเทศที่เป็นผู้นำด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในวันนี้ ไม่ได้แข่งขันกันว่าใครลงทุนต่ำที่สุดเท่านั้น ยังเอาชนะจากการควบคุมความเสี่ยงได้ดีที่สุด ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

                         อุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทย...พร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

ในประเทศไทย ยังมีฟาร์มจำนวนไม่น้อยที่ใช้น้ำจากคลองหรือแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ความจริง คือ กำลังเปิดรับความเสี่ยงเข้าสู่บ่อเลี้ยงทุกครั้งที่สูบน้ำหรือปล่อยน้ำเข้าบ่อ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค ปรสิต สัตว์น้ำต่างถิ่น หรือ สารปนเปื้อนจากต้นน้ำ  

การลงทุนในระบบต่างๆ อาทิ มาตรการด้าน Biosecurity  ระบบกรองน้ำ ระบบเติมอากาศ บ่อตกตะกอน ก็เพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของธุรกิจ มากกว่ารอความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจสูงกว่าต้นทุนของการป้องกันหลายเท่า

                          อุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทย...พร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

การบริหารฟาร์มยุคใหม่จึงเป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ สร้างหลักประกันอยู่รอดของฟาร์มทุกขนาด หลายคนมองการใช้เทคโนโลยีจะเพิ่มต้นทุน ในทางกลับกัน เทคโนโลยีที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยง ลดการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ

ขณะเดียวกัน สังคมควรตระหนักว่า การลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำตามธรรมชาติ ไม่อาจอธิบายด้วยสาเหตุเพียงประการเดียว โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ การใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพของธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลร่วมกัน

                         อุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทย...พร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

การกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของสาเหตุเพียงด้านเดียว ย่อมเสี่ยงต่อการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด การช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดวิกฤตเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ไม่ควรมีแค่การเยียวยาหลังเกิดปัญหาเท่านั้น

การสนับสนุนที่ยั่งยืนควรมุ่งสร้างขีดความสามารถให้เกษตรกรสามารถป้องกันความเสี่ยงในอนาคต เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด และเดินหน้าต่อได้อย่างเข้มแข็ง 

เพราะอนาคตของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย...จะไม่ได้วัดกันแค่ผลผลิต แต่จะวัดกันที่ว่า ใครปรับตัวได้ก่อน