thansettakij
thansettakij
ข้าวเปลือกแตะ 9,600 บาทต่อตัน แต่ชาวนาไม่ได้อานิสงส์ หวั่นข้าวนาปีทะลักกดราคา

ราคาข้าวเปลือกแตะ 9,600 บาท/ตัน แต่ชาวนาไม่ได้อานิสงส์ ผวานาปีทะลักกดราคา

04 ส.ค. 69 | 06:05 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ส.ค. 69 | 06:20 น.

สมาคมชาวนาฯ เผยราคาข้าวเปลือกเจ้าและข้าวหอมมะลิขยับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน แต่ชาวนาส่วนใหญ่ได้อานิสงส์น้อย จากไม่มีข้าวขาย ต้นทุนผลิตพุ่ง 6,500-7,000 บาทต่อไร่ จี้รัฐเร่งเคาะช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท

KEY

POINTS

  • ราคาข้าวเปลือกปรับตัวสูงขึ้น แต่ชาวนาส่วนใหญ่ขายผลผลิตไปแล้วในช่วงที่ราคาตกต่ำ ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น
  • ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นคือโรงสีและพ่อค้าคนกลางที่เก็บสต็อกข้าวไว้ตั้งแต่ช่วงที่ราคายังถูก
  • มีความกังวลว่าผลผลิตข้าวนาปีที่กำลังจะออกสู่ตลาดในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า อาจมีปริมาณมากจนทำให้ราคาตกต่ำลงอีกครั้ง

แม้ราคาข้าวเปลือกในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิที่โรงสีเสนอราคารับซื้อในระดับน่าพอใจ แต่ชาวนาส่วนใหญ่กลับไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปรังได้ทยอยจำหน่ายออกจากมือเกษตรกรไปแล้วตั้งแต่ช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำ

ขณะที่เวลานี้อยู่ระหว่างการเพาะปลูกข้าวนาปีรอบใหม่ ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นของราคา กลายเป็นผู้ประกอบการโรงสีและพ่อค้าคนกลางที่มีสต็อกข้าวอยู่ในมือ

ข้าวเปลือกเจ้าแตะ 9,600 บาท หอมมะลิ 18,000 บาท

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% โรงสีรับซื้อเฉลี่ย 8,600-9,600 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 25% อยู่ที่ 7,400-8,400 บาทต่อตัน ขณะที่ข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้น 15% มีราคารับซื้อสูงถึง 16,000-18,000 บาทต่อตัน ถือเป็นระดับราคาที่สร้างแรงจูงใจให้กับตลาด

อย่างไรก็ตาม ราคาที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงนี้กลับไม่ได้สะท้อนรายได้ของเกษตรกร เนื่องจากผลผลิตข้าวส่วนใหญ่ได้จำหน่ายออกจากมือชาวนาไปตั้งแต่หลายเดือนก่อน ในช่วงที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าลดลงเหลือเพียงประมาณ 4,000-6,000 บาทต่อตัน ทำให้ข้าวส่วนใหญ่ถูกส่งเข้าสู่โรงสีและผู้ค้าตั้งแต่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ

ราคาดีแต่ชาวนาไม่มีข้าวขาย

นายปราโมทย์ กล่าวว่า เวลานี้ชาวนาส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการเพาะปลูกข้าวนาปี จึงแทบไม่มีผลผลิตเหลือจำหน่าย มีเพียงข้าวนาปรังบางส่วนในพื้นที่ภาคกลาง เช่น พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และนครปฐม ที่ยังทยอยเก็บเกี่ยวและออกสู่ตลาดในปริมาณไม่มาก

"ตอนนี้ราคาข้าวดี แต่ชาวนาไม่มีข้าวขาย คนที่ได้ประโยชน์คือโรงสีและพ่อค้าคนกลาง เพราะรับซื้อข้าวไว้ตั้งแต่ช่วงราคาตกต่ำ แล้วนำมาเก็บรักษาไว้จนราคาปรับขึ้น"

ทั้งนี้ชาวนาส่วนใหญ่ไม่มีศักยภาพในการเก็บรักษาผลผลิต เนื่องจากขาดยุ้งฉางและลานตากข้าวเป็นของตนเอง เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจึงจำเป็นต้องรีบจำหน่ายทันที เพื่อป้องกันความเสียหายจากความชื้น หากเก็บไว้นานคุณภาพข้าวจะลดลง ส่งผลให้ไม่มีโอกาสรอขายในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น

ต้นทุนผลิตยังสูง กำไรเหลือเพียงเล็กน้อย

แม้ราคาข้าวจะฟื้นตัว แต่ต้นทุนการทำนายังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6,500-7,000 บาทต่อไร่ จากราคาปุ๋ยเคมี สารกำจัดวัชพืช และน้ำมันดีเซลที่ยังทรงตัวในระดับสูง

นายปราโมทย์ กล่าวว่า ปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ยังมีราคามากกว่า 1,200 บาทต่อกระสอบ ขณะที่น้ำมันดีเซลปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 36 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนการใช้รถไถ รถเกี่ยว เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรกลการเกษตรเพิ่มขึ้นทั้งหมด อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยืดเยื้อ ยังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบการผลิตปุ๋ย ทำให้เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูง แม้ราคาข้าวจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม

"หากผลผลิตเสียหายจากภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือฝนทิ้งช่วง ชาวนาหลายรายอาจเหลือกำไรเพียงเล็กน้อย หรืออาจขาดทุนได้"

หวั่นนาปีออกพร้อมกัน ฉุดราคาข้าวร่วง

สำหรับการผลิตข้าวนาปีปีการผลิต 2569/70 ขณะนี้เกษตรกรทั่วประเทศอยู่ระหว่างการเพาะปลูก โดยคาดว่าผลผลิตจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดในอีกประมาณ 2-3 เดือนข้างหน้า โดยนายปราโมทย์ แสดงความกังวลว่า หากผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก ราคาข้าวเปลือกอาจอ่อนตัวลงอีกครั้งเหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะหากไม่มีมาตรการบริหารจัดการตลาดรองรับ

นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยหลายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วงจนข้าวยืนต้นตาย ขณะที่ภาคเหนือเริ่มได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส่งผลให้การประเมินผลผลิตข้าวปีนี้ยังทำได้ยาก และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จี้รัฐเร่งเคาะช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท

นายปราโมทย์ กล่าวว่า สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยยังคงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะการสนับสนุนเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต ก่อนที่ผลผลิตข้าวนาปีจะออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี นอกจากนี้ ยังขอให้เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรนาปีที่ยังค้างอยู่กว่า 230,000 ราย วงเงินประมาณ 1,800 ล้านบาท ซึ่งผ่านการพิจารณาในระดับคณะอนุกรรมการแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำ ขุดลอกห้วย หนอง คลอง บึง รวมถึงสนับสนุนระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว

"ชาวนาไม่ได้ต้องการพึ่งเงินช่วยเหลือตลอดไป หากรัฐสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรก็สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง" นายปราโมทย์ กล่าว