
โจทย์ใหญ่ระบบนิเวศสู่ความร่วมมือแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ
ปัญหา "ปลาหมอคางดำ" เป็นโจทย์ใหญ่ที่เชื่อมโยงทั้งระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของชุมชน การแก้ไขจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
KEY
POINTS
- การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำซึ่งเป็นสัตว์ต่างถิ่นรุกราน ต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และ นักวิชาการ
- หัวใจสำคัญในการควบคุม คือ การจับปลาออกจากแหล่งน้ำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากปลาที่จับได้ เช่น แปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ย หรือสกัดสารมูลค่าสูง
- นโยบายภาครัฐที่ชัดเจนในการสนับสนุนเกษตรกร และการใช้องค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น การปล่อยปลานักล่าพื้นถิ่น เป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
หลายปีที่ผ่านมา “ปลาหมอคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) คงเป็นหนึ่งในประเด็นที่หลายคนสนใจ จากการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ และกระทบการประกอบอาชีพของเกษตรกร อย่างไรก็ดี หากพิจารณาผ่านมุมมองของหลายภาคส่วน จะพบว่าปัญหานี้ยังมีทางออก ภายใต้ความร่วมมือกันอย่างจริงจังและใช้ความรู้เป็นตัวนำทาง
การแลกเปลี่ยนมุมมองในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง นายปัญญา โตกทอง ตัวแทนภาคประชาชนที่คลุกคลีกับปัญหาในพื้นที่จริง ได้สะท้อนมุมมองว่า แหล่งน้ำธรรมชาติเปรียบเสมือนหัวใจของการทำมาหากิน การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยไม่มองข้ามวิถีชีวิตท้องถิ่น และต้องสอดประสานกันระหว่างการจับปลาออกจากแหล่งน้ำสาธารณะโดยภาครัฐและการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถกลับมาตั้งตัวได้
ขณะเดียวกัน สส.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ พรรคประชาชน ได้ให้มุมมองในฐานะฝ่ายนโยบายและการจัดสรรงบประมาณว่า ความชัดเจนและการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงหลัก ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คือ หัวใจสำคัญ ในการจำแนกพื้นที่ระบาดเพื่อวางมาตรการที่เหมาะสม รวมถึงการจัดสรรงบประมาณของกรมประมงให้ตอบโจทย์การดูแลฟื้นฟูพันธุ์สัตว์น้ำ และการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างตรงจุด จะช่วยให้การแก้ปัญหามีทิศทางที่ชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น
ในมิติทางวิชาการ ดร.สรณัฏฐ์ ศิริสวย นักวิชาการประมงและหัวหน้าศูนย์บริหารงานวิจัยและสนับสนุนวิชาการ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า ปลาหมอคางดำจัดเป็นสัตว์ต่างถิ่นรุกรานที่มีความสามารถในการปรับตัวและทนทานสูง
อย่างไรก็ตาม ในระบบนิเวศน้ำจืดธรรมชาตินั้น ยังมีกลุ่ม “ปลานักล่า” เจ้าถิ่น เช่น ปลากดเหลือง ปลาแขยง หรือปลาฉลาด คอยช่วยคุมประชากรลูกปลาขนาดเล็กอยู่บ้าง แต่จุดที่เปราะบางที่สุดคือบริเวณชายฝั่งและบ่อเลี้ยงของเกษตรกร
ดร.สรณัฏฐ์ ชี้ให้เห็นว่า หัวใจของการลดประชากรปลาชนิดนี้คือ “การจับออกอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” เนื่องจากปลาชนิดนี้มีวงรอบการขยายพันธุ์ที่รวดเร็วหากเว้นช่วงการจับไป ประชากรก็จะกลับมาเพิ่มขึ้นใหม่
ดังนั้น การร่วมมือกันระดมจับออกจากระบบอย่างถี่พอ เช่น ทุกๆ 2 เดือน ควบคู่กับการผ่อนปรนให้ใช้เครื่องมือประมงที่เหมาะสมในพื้นที่ระบาดหนักและการสนับสนุนค่าขนส่ง หรือสร้างแรงจูงใจในการจับ จะช่วยชะลอและลดปริมาณปลาลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกประเด็นสำคัญคือ “เมื่อจับขึ้นมาแล้ว จะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไรต่อ” เพราะหากกระบวนการจับเชื่อมโยงไปสู่การสร้างมูลค่าได้ วงจรการแก้ปัญหาก็จะหมุนเวียนได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีแนวทางการนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ที่น่าสนใจได้หลายอย่าง อาทิ การนำปลาเข้าสู่อุตสาหกรรมปลาป่นเพื่อเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์คุณภาพดี ซึ่งช่วยดึงปริมาณปลาออกจากธรรมชาติได้ทีละมากๆ หรือการนำเนื้อปลาไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ปลาแดดเดียว น้ำปลาหมัก ปลาร้า
นอกจากนี้ ยังมีการนำไปหมักเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพ หรือสารปรับปรุงดิน ช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรฝั่งพืชได้อย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นในการวิจัยทางวิชาการขั้นสูงยังสามารถนำก้างของปลาไปสกัดสารมูลค่าสูง (High Value Extraction) เช่น แคลเซียมและคอลลาเจน สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเวชสำอางและอาหารเสริม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโจทย์วิกฤตให้กลายเป็นนวัตกรรมสร้างมูลค่าใหม่
สำหรับมุมด้านอาชีพเกษตรกร ดร.สรณัฏฐ์ มองว่า ควรต้องถอดบทเรียนจากเกษตรกรบางกลุ่มที่เรียนรู้การปรับตัว และสามารถทำมาหากินอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมที่มีปลาหมอคางดำได้ ถือเป็นชุดความรู้ทรงคุณค่าที่ภาครัฐและสถาบันการศึกษาควรร่วมกันขยายผล ควบคู่ไปกับการสนับสนุนทุนตั้งต้นให้เกษตรกรที่เดือดร้อนได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ และการปล่อยพันธุ์ปลานักล่าพื้นถิ่น ลงสู่แหล่งน้ำเมื่อสถานการณ์เริ่มทรงตัว เพื่อคืนความสมดุลชีวภาพอย่างเป็นระบบ
บทสรุปของปัญหานี้จึงอยู่ที่การจับมือ และปักธงร่วมกันของทุกฝ่าย เมื่อวิทยาศาสตร์ นโยบาย และวิถีชุมชนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน การกู้วิกฤตปลาหมอคางดำ จะไม่เพียงคืนความสมบูรณ์ให้แหล่งน้ำเท่านั้น แต่ยังจะกลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของคนไทย ในการก้าวผ่านความท้าทายทางธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน







