thansettakij
thansettakij
ไทยปลดล็อก gene editing ลดเวลาวิจัยพันธุ์ 3 ปี ชูมันสำปะหลังแวกซี เพิ่มมูลค่าส่งออก

ไทยปลดล็อก gene editing ลดเวลาวิจัยพันธุ์ 3 ปี ชูมันสำปะหลังแวกซี เพิ่มมูลค่าส่งออก

เปิดตัวกูรูผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี gene editing เร่งสปีดเกษตรไทย รับรองพืชปรับแต่งจีโนมที่ปลอดภัย ไม่จัดเป็น GMO เปิดทางวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชยุคใหม่ ลดเวลาพัฒนาพันธุ์เหลือ 3 ปี ลดต้นทุนเกษตรกร ชู "มันสำปะหลังแวกซี" เพิ่มมูลค่าส่งออก รับโอกาสตลาดโลกขยายตัว

KEY

POINTS

  • กรมวิชาการเกษตรออกประกาศหลักเกณฑ์รับรองพืชที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม (Gene Editing) โดยไม่จัดเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs)
  • ตั้งเป้าใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อพัฒนามันสำปะหลังแวกซีพันธุ์ใหม่ให้มีผลผลิตสูงขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและขยายตลาดส่งออกในตลาดโลก
  • เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาพันธุ์พืชจาก 7-10 ปี เหลือประมาณ 3 ปี ทำให้ได้พันธุ์ที่ทนทานและช่วยลดต้นทุนการผลิต

การขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังกรมวิชาการเกษตรประกาศหลักเกณฑ์การรับรองพืชที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing:GEd) ตามประกาศ “หลักการวิธีการ และเงื่อนไขการรับรองพืชที่พัฒนาจาก เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม พ.ศ. 2567” ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการยื่นขอหนังสือรับรองพืชที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ การประกาศมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการวิจัย ปรับปรุงพันธุ์ และพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รองรับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเปิดทางให้พืชที่ผ่านการปรับแต่งจีโนมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ได้รับการรับรองว่ามีความปลอดภัย และไม่จัดเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม สอดคล้องในภาพรวมกับกรอบคิดขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งยอมรับในศักยภาพของเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม และถือเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับการวิจัยการพัฒนาพันธุ์พืช และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว
 

ไทยนำโลกพัฒนา “มันสำปะหลังแวกซี่”เพิ่มมูลค่าส่งออก 

ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย


ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หัวใจของการใช้เทคโนโลยี GEd คือการค้นหาและเข้าใจหน้าที่ยีน (Gene Discovery) เพื่อให้สามารถปรับแต่งยีนที่ควบคุมลักษณะสำคัญของพืชได้อย่างแม่นยำ ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวก้าวพ้นห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้วในหลายประเทศ อาทิ ในญี่ปุ่น มะเขือเทศ GABA สูงและปลา RED Sea Bream  ถือว่าเป็นพืชและสัตว์ชนิดแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม และวางจำหน่ายเป็นอาหาร และในสหรัฐอเมริกา  ใช้กับพืชถั่วเหลือง ที่ปลูกในเชิงการค้าและจำหน่ายเป็นอาหารจากพืช นับว่าตัวแรกที่วางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ และมีความปลอดภัยเทียบเท่าถั่วเหลืองทั่วไป เป็นต้น

ตัวอย่าง พืชและสัตว์ ที่มีการปรับแต่งยีนในเชิงพาณิชย์  

ส่วนประเทศไทยเป็นผู้นำในการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังแวกซี ด้วยวิธีมาตรฐาน (conventional breeding) ที่ใช้เป็นเชิงพาณิชย์เป็นประเทศแรกของโลก ซึ่งตลาดโลกมีความต้องการแป้งแวกซีจากมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อความเข้าใจให้เห็นภาพแนวทางการใช้ GEd ในการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลัง สามารถยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี เช่น การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังแวกซีให้มีผลผลิตสูงขึ้นนั้นสามารถทำโดย

“การนำพันธุ์การค้าแป้งปกติที่มีผลผลิตสูงมาปรับแต่งยีน GBSSI (Granule-Bound Starch Synthase I) ให้เป็นมันสำปะหลังแวกซี 100% ได้ ซึ่งปัจจุบันทราบหน้าที่ยีน GBSSI ดีแล้ว จะเป็นแนวทางที่ช่วยให้ไทยมีพันธุ์มันสำปะหลังแวกซีใหม่ที่มีคุณสมบัติแป้งเหนียวและมีผลผลิตที่สูงขึ้นกว่าเดิมได้ ยังผลให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในตลาดโลกได้”
 

EU ปลดล็อก NGT1 หนุนการค้าโลก 

ที่ประกาศหลักเกณฑ์ New Genomic Techniques (NGT) เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 โดยจำแนกพืชที่ผ่านการปรับแต่งจีโนมออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ NGT1 และ NGT2 สำหรับพืชในกลุ่ม NGT1 ที่ผ่านการตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในจำนวนและลักษณะที่จำกัด และถือว่าเทียบเท่ากับพืชที่อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือได้จากการปรับปรุงพันธุ์แบบมาตรฐาน จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับพืชที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ทั่วไป และไม่ต้องอยู่ภายใต้กระบวนการกำกับดูแลแบบเต็มรูปแบบของกฎหมาย GMO


“การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยลดอุปสรรคทางการค้า สร้างความเชื่อมั่นให้ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลังและแป้งมัน ที่มีโอกาสขยายตลาดในยุโรปและประเทศคู่ค้าอื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า gene editing เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ให้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพขึ้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จที่จะสร้างพันธุ์อะไรหรือแบบใดก็ได้ การสร้างพันธุ์ใหม่จากการปรับแต่งยีน เราต้องมีการศึกษาวิจัยในยีนที่ต้องการแก้ไขให้ได้ก่อน นั่นคือวิจัยด้าน gene discovery” ให้ได้ก่อน ฉะนั้น ไม่ควรหลงประเด็นว่า จะปรับปรุงพันธุ์ในลักษณะใดก็ได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งไม่จริง" 
 

ลดเวลาพัฒนาพันธุ์เหลือ 3 ปี ลดต้นทุนเกษตรกร 

จุดเด่นของเทคโนโลยี GEd คือการย่นระยะเวลาปรับปรุงพันธุ์พืชจากเดิม 7-10 ปี เหลือเพียงประมาณ 3 ปี พร้อมเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนาพันธุ์ในลักษณะที่ควบคุมด้วยยีนน้อยตำแหน่งให้ทนแล้ง ทนน้ำท่วม ทนโรค และใช้ธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ยังช่วยลดการใช้ปุ๋ย น้ำ พลังงาน และสารเคมี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง ขณะเดียวกันการพัฒนาพันธุ์ที่เร็วขึ้นจะช่วยลดต้นทุนการพัฒนาพันธุ์ ทำให้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดีมีราคาที่เกษตรกรเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,222 วันที่ 30 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569