thansettakij
เมล็ดพันธุ์ไทย 2.4 หมื่นล้าน ดันจีโนมลดเวลาพัฒนาพันธุ์ รักษาอันดับ 8 โลก

เมล็ดพันธุ์ไทย 2.4 หมื่นล้าน ดันจีโนมลดเวลาพัฒนาพันธุ์ รักษาอันดับ 8 โลก

18 ก.พ. 2569 | 22:30 น.

ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย โชว์วิสัยทัศน์ ปลุกตลาดเมล็ดพันธุ์ 2.4 หมื่นล้าน คึกคัก ดันจีโนมลดเวลาพัฒนาพันธุ์ รักษาอันดับ 8 โลก

KEY

POINTS

  • อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยมีมูลค่ารวม 2.4 หมื่นล้านบาท โดยไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 8 ของโลก
  • เสนอให้นำเทคโนโลยีจีโนม (Gene Editing) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
  • เทคโนโลยีจีโนมช่วยลดระยะเวลาการพัฒนาพันธุ์พืชจากเดิมที่ใช้เวลาถึง 15 ปี ลงได้มากกว่าครึ่ง ทำให้ได้พันธุ์ใหม่ที่ทนต่อโรคและสภาพอากาศแปรปรวนได้เร็วขึ้น

ไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมและผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก ได้รับการยอมรับในบทบาท “ครัวของโลก” มาอย่างยาวนาน วันนี้ภาคการเกษตรไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายใหม่ คือ การยกระดับประเทศให้เป็นศูนย์กลางเกษตรและอาหารของโลก ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อปรับตัวให้ทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภาวะโลกเดือด ปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวน และการระบาดของศัตรูพืชอุบัติใหม่ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

 “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย (THASTA) สะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ต่ออนาคตอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย โดยเสนอการนำเทคโนโลยีจีโนม หรือ Gene Editing (GE) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ในการรักษาอันดับผู้ส่งออกเมล็ดพันธุ์อันดับ 8 ของโลก และยังช่วยลดระยะเวลาการพัฒนาพันธุ์พืชได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี ช่วยให้ไทยพัฒนาพันธุ์พืชที่ทนแล้ง ทนโรค และให้ผลผลิตสูงได้รวดเร็วขึ้น

ดึงจีโนม ลดเวลา-ลดต้นทุน ดันส่งออก

ดร.บุญญานาถ กล่าวถึงการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชของไทยเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “พันธุ์ใหม่” ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคและแมลงศัตรูพืช ตลอดจนความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

เมล็ดพันธุ์ไทย 2.4 หมื่นล้าน ดันจีโนมลดเวลาพัฒนาพันธุ์ รักษาอันดับ 8 โลก

หัวใจของการพัฒนาพันธุ์พืช คือ การทำให้เมล็ดพันธุ์มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของตลาด ทั้งในด้านคุณภาพ ผลผลิต ความทนทาน และความปลอดภัย เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีจีโนม หรือ Gene Editing (GE) ซึ่งมีความจำเพาะเจาะจงสูง และช่วยย่นระยะเวลาการปรับปรุงพันธุ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

จากกระบวนการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิมที่อาจใช้เวลานานถึง 15 ปี เทคโนโลยี GE สามารถลดระยะเวลาลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช ทำให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 

 นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีข้อได้เปรียบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ลดระยะเวลาการพัฒนาพันธุ์จาก 15 ปี เหลือไม่ถึงครึ่ง เพิ่มความแม่นยำในการปรับปรุงลักษณะพันธุกรรม และลดต้นทุนการพัฒนา เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการประเมินความปลอดภัยในระดับเดียวกับพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMO)

“ปัจจุบัน การขออนุมัติพืช GMO เพียง 1 สายพันธุ์ เพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ทั่วโลก มีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 3,680 ล้านบาท หากประเทศไทยสามารถกำหนดกรอบกฎหมายและการกำกับดูแลที่แยกแยะชัดเจนระหว่าง GE และ GMO ได้อย่างเหมาะสม จะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้อย่างมหาศาล และไม่สร้างภาระโดยไม่จำเป็นต่อภาคธุรกิจ”

เมล็ดพันธุ์ไทย 2.4 หมื่นล้าน ดันจีโนมลดเวลาพัฒนาพันธุ์ รักษาอันดับ 8 โลก

สำหรับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทย ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 12,150 ล้านบาท ขณะที่มูลค่ารวมทั้งตลาดส่งออกและการใช้ภายในประเทศอยู่ที่ราว 24,000 ล้านบาท ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกเมล็ดพันธุ์อันดับ 8 ของโลก

 ด้วยศักยภาพดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันและรายได้จากภาคเมล็ดพันธุ์ไว้ โดยการเร่งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาพันธุ์พืชให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลกอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และคุ้มค่า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้นเพื่อรักษาอันดับของโลก เทคโนโลยีจีโนม กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันเพื่อเสนอสินค้าใหม่สู่ตลาดโลก

 

สร้างความเข้าใจจีอีไม่ใช่จีเอ็มโอ

 อย่างไรก็ดีหากย้อนไปช่วงที่มีการอภิปรายในสภาฯ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 เรื่อง ขอให้ยกเลิก ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับที่ 10/2553 ที่เปิดช่องให้นำเข้า พืชตัดต่อพันธุกรรม (GMO) เพื่อวัตถุประสงค์ทางอุตสาหกรรมได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไทยยากจนตลอดชีวิตและพืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ  เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะชื่อคล้ายกัน ยืนยัน  Gene Editing ไม่ใช่ GMO แต่เป็นเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั้งในวงการแพทย์และการเกษตร (พืช สัตว์ ประมง) เพราะมีประสิทธิภาพ มีความแม่นยำ และช่วยลดเวลา ขณะนี้ทั่วโลกกำลังใช้หลักการทางวิชาการมาทำข้อกฎหมายเพื่อแยกผลผลิต GE ออกจาก GMO ซึ่งหากแยกได้ GE จะมีตลาดที่เทียบเท่ากับพืชทั่วไป

“โลกกำลังเดินหน้าสู่เกษตรกรรมและอาหารยุคใหม่ที่ใช้เหตุผลทางวิชาการนำหน้าการเมืองและกระแสดราม่า เพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ข้อมูลจาก Grand View Research ระบุว่าตลาด Genome Editing1 ของโลก มีมูลค่ามหาศาล ในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 9.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปถึง 25 พันล้านดอลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 16.1% ต่อปี ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 18% ต่อปี”

เมล็ดพันธุ์ไทย 2.4 หมื่นล้าน ดันจีโนมลดเวลาพัฒนาพันธุ์ รักษาอันดับ 8 โลก

ดร.บุญญานาถ กล่าวว่าถึงแนวโน้มในปี 2569  ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภาวะฝนตกหนักและภัยแล้ง ซึ่งล้วนกระทบโดยตรงต่อพื้นที่เพาะปลูกและปริมาณผลผลิต สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อเกษตรกรเผชิญความยากลำบากด้านรายได้ อาจตัดสินใจลดต้นทุนด้วยการเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ปลอม แม้ในความเป็นจริงต้นทุนเมล็ดพันธุ์คิดเป็นเพียงประมาณ 10% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด แต่หากเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีคุณภาพ ย่อมส่งผลให้ผลผลิตลดลงและคุณภาพด้อยลง เช่นเดียวกับการส่งออกใกล้เคียงกับปี 2568 ปัจจัยความไม่แน่นอนหลายด้านที่ส่งผลให้บรรยากาศทางการค้าชะลอตัว อย่างไรก็ตาม หากสามารถรักษาระดับการเติบโตและประคองสถานการณ์ให้อยู่ในระดับเดิมได้ ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างยิ่งท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,176 วันที่ 19 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569