
นับถอยหลัง 24 ก.ค. ส.อ.ท.ลุ้นภาษี 301 สหรัฐเท่าคู่แข่ง ชงขยายบัญชีสินค้ายกเว้น
ส.อ.ท.จับตาเส้นตาย 24 ก.ค. หลังมาตรา 122 ของสหรัฐครบกำหนด หวั่นไทยเผชิญภาษีมาตรา 301 สูงกว่าคู่แข่ง เร่งเดินหน้าเจรจาขยายบัญชีสินค้าใน Annex A พร้อมย้ำต้องสกัดการสวมสิทธิ์ส่งออกผ่านไทย
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. กังวลมาตรการภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่จะมาแทนมาตรการเดิมซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 24 ก.ค. อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันหากถูกเก็บภาษีสูงกว่าคู่แข่ง
- ภาคเอกชนตั้งเป้าเจรจาให้สหรัฐฯ จัดเก็บภาษีในอัตราไม่เกิน 10% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับประเทศคู่แข่ง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง
- มีการเสนอให้สหรัฐฯ ขยายบัญชีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี (Annex A) ให้ครอบคลุมสินค้าส่งออกสำคัญของไทยมากขึ้น เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร และโลหะมีค่า
การสิ้นสุดมาตรการภาษีตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 (ปัจจุบันสินค้าจากประเทศไทยและสินค้าจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐ เสียภาษีตามมาตรา 122 อยู่ที่ 10% โดยจะครบกำหนดการบังคับใช้ 150 วันในวันที่ 24 ก.ค. 2569) กำลังเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของการค้าไทย-สหรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีตามมาตรา 301 หรือการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะนำมาบังคับใช้แทน ยังอยู่ระหว่างกระบวนการไต่สวน โดยภาคเอกชนไทยประเมินว่าหากไทยถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงกว่าประเทศคู่แข่ง จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยทันที
นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สิ่งที่ภาคเอกชนกำลังจับตาคือการครบกำหนดบังคับใช้มาตรการภาษีการค้าภายใต้มาตรา 122 ของสหรัฐในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ขณะที่มาตรการภาษีตามมาตรา 301 ซึ่งสหรัฐกำลังไต่สวนไทยในประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน ยังไม่มีการประกาศอัตราภาษีหรือวันบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
เร่งแก้ต่าง หวังไทยเสียภาษีไม่เกินคู่แข่ง
นายสุชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสหรัฐในประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) เพื่อยืนยันว่าไทยไม่ได้อยู่ในข่ายประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ หรือเปิดช่องให้นำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับจากประเทศอื่น
หากท้ายที่สุดไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 12.5% ขณะที่ประเทศคู่แข่งซึ่งบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐแล้วเสียภาษีเพียง 10% จะทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างมาก เพราะสหรัฐยังเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย
"เป้าหมายของไทยคือการเจรจาให้อัตราภาษีอยู่ที่ 10% หรือต่ำกว่านั้น รวมถึงผลักดันให้มีการยกเว้นภาษีสินค้าไทยให้ได้มากที่สุด"นายสุชาติ กล่าว
ชงขยาย Annex A ขอเว้นภาษีสินค้าเพิ่ม
สำหรับการเจรจา ฝ่ายไทยได้ผลักดันให้ขยายรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีใน Annex A หรือภาคผนวกบัญชีสินค้าประกอบการเจรจากับสหรัฐ ให้ครอบคลุมสินค้าสำคัญของไทยมากขึ้น โดยกลุ่มสินค้าที่ภาคเอกชนเห็นว่าควรได้รับการยกเว้นการเก็บหรือขึ้นภาษีจากสหรัฐ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอที เช่น คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ สมาร์ทโฟน วงจรรวม และแผงจอภาพ กลุ่มยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทุเรียน สับปะรด ผลิตภัณฑ์มะพร้าว รวมถึงอุตสาหกรรมอากาศยาน และโลหะมีค่า เช่น ทองคำและเงิน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้สหรัฐพิจารณายกเว้นหรือลดภาษีสำหรับวัตถุดิบที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐเพื่อใช้ผลิตสินค้าส่งออกกลับไปยังตลาดสหรัฐ เช่น ฝ้าย (Cotton) ที่ใช้ในการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
ภาษี 301 เจาะรายสินค้า ไทยเดินหน้าแก้ข้อกล่าวหา
นายสุชาติ กล่าวว่า มาตรา 301 มีลักษณะแตกต่างจากมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เพราะเป็นการพิจารณาเป็นรายประเด็นและรายกลุ่มสินค้า โดยสหรัฐอ้างว่าไทยได้เปรียบด้านต้นทุนจากการใช้แรงงานบังคับ
อย่างไรก็ตาม ไทยยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากไทยไม่ได้ใช้แรงงานบังคับ และไม่ได้ตั้งใจนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับจากประเทศอื่น จึงต้องนำข้อมูลทั้งหมดไปชี้แจงในกระบวนการ Public Hearing ของสหรัฐ
เตือนเข้ม สกัดสวมสิทธิ์ส่งออกผ่านไทย
อีกประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญคือ การป้องกันการสวมสิทธิ์ส่งออกสินค้า (Circumvention) โดยไม่ให้ประเทศอื่นใช้ไทยเป็นฐานเปลี่ยนถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐ
นายสุชาติ ระบุว่า หากไทยปล่อยให้เกิดการสวมสิทธิ์ส่งออก จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้สหรัฐจับตาและตรวจสอบสินค้าจากไทยเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ส่งออกไทยและบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ดังนั้นไทยต้องกำกับดูในส่วนนี้อย่างเข้มงวดเพื่อให้ทางสหรัฐมีความเชื่อมั่น







