
นายกสมาคมชาวนาฯ เดือด ซัดข้อเสนอโรงสี เปลี่ยนไร่ละ 1,000 เป็นตันละพัน
สมาคมชาวนาฯ ค้านข้อเสนอเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือจาก ไร่ละ 1,000 บาท เป็น ตันละ 1,000 บาท ชี้ขัดวัตถุประสงค์การช่วยเหลือต้นทุนการผลิต กระจายความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง ตรวจสอบยุ่งยาก พร้อมโต้กลับเรื่องสวมสิทธิ์ ชี้กล่าวหาไม่เป็นธรรม เรียกร้องใช้หลักเกณฑฺ์เดิม
KEY
POINTS
- สมาคมชาวนาฯ คัดค้านข้อเสนอของสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องการเปลี่ยนเงินช่วยเหลือเกษตรกรจาก "ไร่ละ 1,000 บาท" เป็น "ตันละ 1,000 บาท"
- ชี้ว่ามาตรการช่วยเหลือมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการผลิตซึ่งใกล้เคียงกันต่อไร่ การจ่ายตามปริมาณผลผลิตจะสร้างความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมต่อชาวนา
- ยืนยันว่าระบบการช่วยเหลือตามพื้นที่เพาะปลูก (ไร่) มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายกว่าการวัดจากปริมาณผลผลิต (ตัน) ซึ่งยุ่งยากและเสี่ยงต่อการแจ้งข้อมูลเท็จ
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ในฐานะกรรมการคณะอนุกรรมการพิจารณาด้านการผลิตข้าว และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สมาคมฯ ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เตรียมเสนอให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือชาวนา จากเดิม "ไร่ละ 1,000 บาท" เป็น "ตันละ 1,000 บาท"
ทั้งนี้เนื่องจากมองว่าขัดกับวัตถุประสงค์ของมาตรการ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ไม่ใช่เพื่ออุดหนุนตามปริมาณผลผลิต
“การทำนาในพื้นที่ 1 ไร่ แม้จะให้ผลผลิตมากหรือน้อย แต่ต้นทุนพื้นฐานในการเพาะปลูกแทบไม่แตกต่างกัน ทั้งค่าพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยา ค่าแรง และค่าบริหารจัดการ ดังนั้นจึงไม่ควรนำปริมาณผลผลิตมาเป็นเกณฑ์กำหนดวงเงินช่วยเหลือ เพราะเกษตรกรที่ได้ผลผลิตน้อยไม่ได้หมายความว่าจะมีต้นทุนต่ำกว่าผู้ที่ได้ผลผลิตสูง”
ซัดช่วยตันละ 1,000 สร้างเหลื่อมล้ำ จี้จ่ายไร่ละ 1,000
นอกจากนี้ ผลผลิตข้าวของชาวนาแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500-800 กิโลกรัมต่อไร่ (ข้าวเกี่ยวสด) ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และปัจจัยธรรมชาติ หากใช้ผลผลิตต่อไร่เป็นตัวชี้วัด จะทำให้การช่วยเหลือกระจายไม่ทั่วถึง และอาจสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค
สำหรับประเด็นการแตกครัวเรือนเพื่อรับสิทธิ์ช่วยเหลือ นายปราโมทย์ยืนยันว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะการแยกครัวเรือนส่วนใหญ่เกิดจากลูกหลานเติบโตและแยกไปประกอบอาชีพหรือทำกินเอง ขณะที่ชาวนาส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย มีพื้นที่ถือครองไม่มาก อีกทั้งภาครัฐกำหนดเพดานการช่วยเหลือไว้ชัดเจน เช่น ไม่เกิน 10 หรือ 20 ไร่ต่อครัวเรือน ทำให้วงเงินช่วยเหลือโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการแยกครัวเรือน
"ยกตัวอย่าง หากครอบครัวหนึ่งมีพื้นที่ 10 ไร่ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 10,000 บาท แต่หากแยกออกเป็น 5 ครัวเรือน แต่ละรายก็จะได้รับเพียง 2,000 บาท รวมแล้วก็ยังเป็นเงินช่วยเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแตกครัวเรือน แต่หากจะตรวจสอบ ควรมุ่งไปที่กรณีเจ้าของที่ดินนำสิทธิ์ของชาวนาผู้เช่านาไปใช้ ซึ่งอาจมีอยู่บ้าง แต่ถือเป็นส่วนน้อยมาก" นายปราโมทย์กล่าว
ยันขึ้นทะเบียนตามไร่ โปร่งใสกว่า
อย่างไรก็ดีระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการให้ความช่วยเหลือโดยอ้างอิงจากพื้นที่เพาะปลูก มีความแม่นยำและตรวจสอบได้ง่ายกว่าการใช้ปริมาณผลผลิตเป็นเกณฑ์ เนื่องจากหากต้องสำรวจผลผลิตของชาวนากว่า 4.68 ล้านครัวเรือน ว่าแต่ละครัวเรือนได้ผลผลิตกี่ตัน จะเป็นภาระต่อภาครัฐอย่างมาก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะคลาดเคลื่อน หรืออาจเกิดการแจ้งตัวเลขผลผลิตเกินจริง จนต้องเสียเวลาและงบประมาณในการตรวจสอบย้อนหลัง
นายปราโมทย์กล่าวทิ้งท้ายว่า การเลือกปลูกข้าวแต่ละสายพันธุ์เป็นสิทธิของชาวนา โดยแต่ละคนจะพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ ต้นทุน และผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากภาครัฐกำหนดเงื่อนไขใหม่ที่ซับซ้อน ทั้งการใช้แอปพลิเคชันหรือระบบที่ไม่สอดคล้องกับวิถีปฏิบัติเดิมของเกษตรกร จะยิ่งเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น
"สุดท้ายเหมือนเป็นการกล่าวหาว่าชาวนาสวมสิทธิ์หรือทุจริต ทั้งที่ชาวนาเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและความเสี่ยงในการเพาะปลูกมาตลอด การกล่าวหาเช่นนี้ไม่เป็นธรรม และผู้ที่เสนอแนวคิดดังกล่าวควรย้อนกลับไปทบทวนข้อเท็จจริงให้รอบด้านมากกว่าจะตั้งข้อสงสัยกับชาวนา"







