thansettakij
thansettakij
เปิดภารกิจ-เอกสารสำคัญ ‘อนุทิน’ เยือนจีน พบ 'สี จิ้นผิง-บิ๊กธุรกิจ'

เปิดภารกิจ-เอกสารสำคัญ ‘อนุทิน’ เยือนจีน พบ 'สี จิ้นผิง-บิ๊กธุรกิจ'

14 ก.ค. 69 | 08:25 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.ค. 69 | 09:09 น.

เปิดภารกิจ ''นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล’ เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 - 20 กรกฎาคม 2569 นี้ สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น พบปธน.สีจิ้นผิง หารือทวิภาคีกับนายกฯหลี่ เฉียง พร้อมเช็คเอกสารสำคัญในการเดินทางเยือน

KEY

POINTS

  • นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. โดยจะเดินทางไปยัง 3 เมืองสำคัญคือ เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และปักกิ่ง
  • ภารกิจสำคัญคือการเข้าพบผู้นำระดับสูงของจีน ได้แก่ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง รวมถึงพบปะภาคธุรกิจรายใหญ่เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน
  • จะมีการลงนามในเอกสารความร่วมมือที่ ครม. เห็นชอบแล้วหลายฉบับ ครอบคลุมด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การค้า การลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญา
  • การเยือนมุ่งเน้นส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในสาขาใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคง

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

การเยือนครั้งนี้เป็นการสานต่อพลวัตของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสาขาใหม่ ๆ อาทิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาค เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

เยือน 3 เมืองสำคัญพบ ‘สี จิ้นผิง’

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในการเยือนครั้งนี้ ครอบคลุม 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยที่ นครเซี่ยงไฮ้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference: WAIC 2026) ตามคำเชิญของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 

จากนั้น ที่นครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เพื่อขยายเครือข่ายการส่งเสริมการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งมีนครเฉิงตูเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของจีน และกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

ทวิภาคีแบบเต็มคณะ ‘หลี่ เฉียง’

สำหรับภารกิจที่กรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการประชุมทวิภาคีแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และพบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน 

พร้อมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีนเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย–จีนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีน และความสำคัญของจีนในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านและคู่ค้าอันดับต้นของไทย 

อีกทั้งเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จะนำไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ

 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

กระทรวง อว. เสนอเอกสาร 5 ฉบับ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างเอกสารเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 5 ฉบับ เพื่อเตรียมการลงนามในระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 

ทั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศในการพัฒนาการศึกษา บุคลากร งานวิจัย และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต โดยเอกสารความร่วมมือทั้ง 5 ฉบับ ประกอบด้วย

(1) ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย การจัดสรรทุนการศึกษา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ 

(2) ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou (เป่ยโต่ว) เพื่อวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบดาวเทียมร่วมกัน 

(3) ร่างบันทึกความเข้าใจด้านการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชัน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรด้านพลังงานแห่งอนาคต 

(4) ร่างข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ครอบคลุมสาขาสำคัญ เช่น การเกษตร วัสดุศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ นาโนเทคโนโลยี และเทคโนโลยีอวกาศ 

(5) ร่างบันทึกความเข้าใจด้านการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน เพื่อการสำรวจอวกาศห้วงลึก สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศร่วมกัน

ความร่วมมือทั้ง 5 ฉบับ จะช่วยยกระดับคุณภาพการอุดมศึกษาและการวิจัยของไทย เพิ่มโอกาสในการพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักศึกษา นักวิจัย และสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ พร้อมต่อยอดความร่วมมือในสาขาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบดาวเทียมนำทาง วัสดุศาสตร์ และนิวเคลียร์ฟิวชัน

 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

พาณิชย์ ดันความร่วมมือด้านชั่งตวงวัด

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านชั่งตวงวัดระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนาม เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านมาตรฐานการชั่งตวงวัด ป้องกันการจำหน่ายเครื่องชั่งตวงวัดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างสองประเทศ

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งยกระดับระบบชั่งตวงวัดของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านระบบกำกับดูแล องค์ความรู้ทางวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และกระบวนการตรวจสอบให้ความเห็นชอบต้นแบบ รวมถึงร่วมกำหนดแนวทางป้องกันและปราบปรามการจำหน่ายเครื่องชั่งตวงวัดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชั่งตวงวัดจากจีน พัฒนาความร่วมมือด้านการยอมรับร่วมใบรับรองตามระบบขององค์การชั่งตวงวัดระหว่างประเทศ (OIML) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนรายงานผลการทดสอบและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบธุรกิจด้านชั่งตวงวัดของไทย

ทั้งสองประเทศจะจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group) และกำหนดผู้ประสานงานของแต่ละฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมในประเด็นที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ไทยได้รับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญของจีน เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลเครื่องชั่งตวงวัดประเภทใหม่ที่มีความสำคัญต่อภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคทางเทคนิค และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานสินค้าของไทยในตลาดระหว่างประเทศ

ดันความร่วมมือเศรษฐกิจห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ครม.ยังเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ ความร่วมมือจะครอบคลุมการจัดตั้งเวทีหารือด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการสร้างงาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศ แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสาขาอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยจะเชื่อมโยงกับการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA 3.0) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปี และเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จึงเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในสาขาที่มีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ MSMEs ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกได้มากยิ่งขึ้น

 

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

ความร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญา

ครม.เห็นชอบการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนาม เพื่อเพิ่มช่องทางช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดจีนและบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนอย่างเป็นรูปธรรม

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีเป้าหมายจัดทำกรอบความร่วมมือทวิภาคีด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างไทยกับจีน เพื่อพัฒนาการประสานงานระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ ทั้งการคุ้มครองสิทธิในตลาดภายในประเทศและการรับมือการละเมิดที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางการค้าที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือประกอบด้วย 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การหารือเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การอำนวยความสะดวกในการบังคับใช้สิทธิ และการฝึกอบรมรวมถึงพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองเจ้าของสิทธิและการดำเนินการต่อสินค้าหรือบริการที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเสริมบทบาทเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ในการประสานความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกรณีเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นที่ได้รับความคุ้มครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายของจีนแล้ว ควบคู่กับการใช้สิทธิและดำเนินการตามกฎหมายโดยภาคเอกชนเจ้าของสิทธิเอง

ทั้งสองฝ่ายจะกำหนดหน่วยงานระดับกรมเป็นผู้ประสานงานหลัก และสามารถจัดการหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกิดขึ้นจากการดำเนินความร่วมมือ ตลอดจนจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมกันตามความเหมาะสม โดยการดำเนินกิจกรรมจะเป็นไปตามความพร้อมด้านงบประมาณ ทรัพยากร กฎหมาย และกฎระเบียบภายในของแต่ละประเทศ