
ส.อ.ท.ชี้เศรษฐกิจไทยโตไม่ทั่วถึง ส่งออกพุ่ง แต่โรงงานยังซึม
เลขาธิการ ส.อ.ท.เผยเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกดูดีจากตัวเลขส่งออกและกลุ่ม Data Center แต่ภาคการผลิตจำนวนมากยังซบเซา กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% พร้อมฝากความหวังครึ่งปีหลังไว้กับมาตรการรัฐ
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบไม่ทั่วถึง (K-Shape) โดยตัวเลขส่งออกและ GDP ที่ดูดีมาจากการลงทุนของบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม ขณะที่ภาคการผลิตส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัว
- การส่งออกที่เติบโตสูงมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ซึ่งประโยชน์ยังไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการไทยในวงกว้าง
- โรงงานอุตสาหกรรมไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มสิ่งทอและ SMEs กำลังการผลิตตกต่ำกว่า 60% เนื่องจากเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก
“เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก 2569 โตไม่ทั่วถึง แม้ตัวเลข GDP และส่งออกจะดูดี แต่ภาคการผลิตจำนวนมากยังไม่ฟื้น” คือภาพสะท้อนที่ นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ส่งสัญญาณผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยชี้ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีลักษณะ “K-Shape” ชัดเจน คือบางกลุ่มเติบโตแรง ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
นายปณิธานกล่าวว่า หากดูตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ประเทศไทยที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ปรับประมาณการขึ้นมาอยู่ราว 1.6-2.0% ในปีนี้ จะเห็นภาพเศรษฐกิจที่ดูดีขึ้น แต่เมื่อสะท้อนจากความรู้สึกของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมกลับพบว่า ยังไม่เห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจน
เมื่อเจาะลงไปในตัวเลขส่งออกที่เติบโต 17% ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ จะพบว่าแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ชิป PCB ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของบริษัทต่างชาติไม่กี่ราย แต่มีขนาดธุรกิจใหญ่จนสามารถดึงภาพรวม GDP ของประเทศให้เติบโตได้
ส่งออกโต แต่โรงงานส่วนใหญ่ยังเหนื่อย
เลขาธิการ ส.อ.ท. ระบุว่า แม้ไทยจะได้ประโยชน์จากกระแสการลงทุนด้าน AI และ Data Center ที่หลั่งไหลเข้ามา แต่ในอีกด้านหนึ่งสินค้านำเข้าราคาถูกกลับเข้ามาแข่งขันกับสินค้าไทยมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไทยผลิตได้เอง
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตไทยยังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าแรงและวัตถุดิบ ส่งผลให้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เคยอยู่เหนือ 60% ลดลงต่ำกว่าระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสิ่งทอ เสื้อผ้า และอุตสาหกรรมขนาดกลาง-เล็กที่ได้รับผลกระทบหนัก
“กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมของเราต่ำกว่า 60% มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเสื้อผ้าและธุรกิจขนาดเล็ก” นายปณิธาน กล่าว
AI เร่งเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมไทย
อีกปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย คือการมาถึงของเทคโนโลยี AI อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เกิดการปรับสมดุล (Rebalancing) ทั้งด้านการลงทุนและห่วงโซ่อุปทาน
ไทยได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับ AI และส่งออกไปยังตลาดโลก แต่ผลดีดังกล่าวยังไม่กระจายไปสู่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ขณะที่การแข่งขันจากสินค้านำเข้ากลับรุนแรงขึ้น
นายปณิธานมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแนวคิด “Thailand First” มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการใช้สินค้าไทยและสร้างกลไกปกป้องธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม แม้จะยอมรับว่าการทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อของไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้บริโภคจำนวนมากยังเลือกสินค้าราคาถูกเป็นหลัก
ครึ่งปีหลังยังไม่ง่าย แต่เริ่มมีความหวัง
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง 2569 นายปณิธานประเมินว่า ปัจจัยภายนอกยังมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและตลาดโลก ทำให้ไม่เชื่อว่าต้นทุนน้ำมันจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ในด้านปัจจัยภายในประเทศ มองว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความตั้งใจในการแก้ปัญหา และมาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจจะช่วยประคองภาคธุรกิจได้บางส่วน โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ(กรอ.) ที่มีเป้าหมายเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนแบบรายเดือน ซึ่งหากขับเคลื่อนได้จริงอาจเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3-6 เดือน
“K ขาขึ้นไปได้ดีอยู่แล้ว แต่ K ขาลงน่าจะดีขึ้นเพราะภาครัฐเข้ามาช่วย” นายปณิธานกล่าว
รัฐเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องปฏิรูปคนรับโลก AI
อย่างไรก็ตาม นายปณิธานมองว่า แม้มาตรการของภาครัฐจะช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวยังอยู่ที่การยกระดับศักยภาพของคนและภาคอุตสาหกรรมให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเข้ามาของ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการทำงานอย่างรวดเร็ว
เขาระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการ SMEs จำนวนหนึ่งเริ่มมีภาระหนี้ลดลงจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐ แต่ในอีกด้านรายได้กลับลดลงเช่นกัน สะท้อนว่าการอัดฉีดเม็ดเงินสามารถบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าได้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่ความท้าทายระยะยาวยังอยู่ที่การสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
"สิ่งที่ต้องเปลี่ยนจริง ๆ คือมนุษย์" นายปณิธานกล่าว พร้อมอธิบายว่า คนไทยต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกับ AI มากกว่าการใช้เป็นเพียงเครื่องมือตอบคำถาม เพราะการโต้ตอบ วิเคราะห์ และตั้งคำถามกับ AI จะช่วยพัฒนาทักษะและเพิ่มมูลค่าของบุคลากรได้มากกว่าการเชื่อคำตอบทั้งหมดโดยไม่กลั่นกรอง
เขามองว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการยกระดับทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
เร่งโรดแมปพลังงานสะอาด เปิดทางลงทุนยุคใหม่
อีกประเด็นสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมให้ความสนใจ คือการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและ Data Center ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมาก
นายปณิธานกล่าวว่า ปัจจุบันภาคเอกชนมีความตื่นตัวต่อการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่การลงทุนขนาดใหญ่ยังเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ เพราะยังขาดความชัดเจนของนโยบายและแผนแม่บทด้านพลังงานของประเทศ
แม้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการผลิตไฟฟ้าที่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และกฎหมายที่เอื้อต่อการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างภาคเอกชน เพื่อให้ระบบพลังงานมีความยืดหยุ่นและรองรับการลงทุนในอนาคต
ทั้งนี้คาดหวังว่า แผนพลังงานฉบับใหม่ของประเทศที่จะประกาศในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 จะช่วยกำหนดทิศทางการลงทุนให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะภาคเอกชนต้องการ "Roadmap" ที่แน่นอนก่อนตัดสินใจลงทุนโครงการขนาดใหญ่
"วันนี้เอกชนลงทุนกันอยู่ แต่เป็นการลงทุนแบบเดาทิศทาง ซึ่งย่อมสู้การลงทุนบนความชัดเจนของนโยบายไม่ได้" นายปณิธานกล่าว
พร้อมกันนี้ ยังเสนอว่า ประเทศไทยควรเริ่มเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย งานวิจัย และโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ตั้งแต่วันนี้ แม้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเลือกใช้หรือไม่ก็ตาม เพราะหากไม่มีการเตรียมความพร้อม ประเทศไทยอาจสูญเสียทางเลือกด้านพลังงานในอีก 10 ปีข้างหน้า
นายปณิธานทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และพลังงานสะอาด ซึ่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของภาครัฐถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
แต่สิ่งที่จะทำให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน คือการเร่งยกระดับศักยภาพของคน ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม วางโรดแมปพลังงานที่ชัดเจน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนใหม่ เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว แม้ต้องเผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลกก็ตาม







