
กลุ่มเหล็กหนุนยกเครื่อง มอก. ดันมาตรฐานไทยเทียบสากล รับก่อสร้างยุคใหม่
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. หนุนกระทรวงอุตสาหกรรมและ สมอ. ปรับปรุง มอก.เหล็กเส้น ยกระดับมาตรฐานเทียบญี่ปุ่น-จีน ชี้เป้าหมายเพื่อความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้างและยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการรายใด
KEY
POINTS
- กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. สนับสนุนการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปี เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
- ร่าง มอก. ฉบับใหม่กำหนดให้ใช้กระบวนการผลิตที่ทันสมัย (เตา BO และ EF) พร้อมเพิ่มข้อกำหนดด้านคุณสมบัติทางกล เคมี และการทดสอบความล้า (Fatigue Test) เพื่อรองรับการก่อสร้างยุคใหม่ เช่น อาคารสูงและโครงสร้างต้านแผ่นดินไหว
- การยกเครื่องมาตรฐานครั้งนี้อ้างอิงมาตรฐานสากลจากญี่ปุ่น (JIS) จีน (GB) และ ISO เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพเหล็กไทย และผลักดันอุตสาหกรรมเหล็กสู่ความยั่งยืน
การยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นของไทยกำลังเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กและภาคก่อสร้าง หลังกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาสนับสนุนการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้น โดยย้ำว่ามีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยสาธารณะและมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมระดับสากล
หนุน มอก.ใหม่ ยกระดับมาตรฐานเทียบสากล
นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กสนับสนุนกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการปรับปรุงมาตรฐาน มอก.เหล็กเส้น ภายหลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 กำหนดให้ มอก. 24 เหล็กข้ออ้อย ซึ่งเป็นวัสดุโครงสร้างหลักของงานก่อสร้าง ต้องผลิตด้วยกระบวนการ Basic Oxygen (BO) และ Electric Arc Furnace (EF) เท่านั้น
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเห็นว่าการสื่อสารและการวิพากษ์วิจารณ์บางส่วนอาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการแก้ไข มอก.ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกีดกันหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการบางราย ทั้งที่สาระสำคัญคือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของเหล็กเส้นไทย
ยกเครื่องครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปี
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า มาตรฐาน มอก.เหล็กเส้นของไทยไม่ได้ปรับปรุงสาระสำคัญมานานกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 ทั้งที่มาตรฐานการออกแบบอาคารและสิ่งก่อสร้างได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะการรองรับอาคารสูง สะพาน รถไฟความเร็วสูง รวมถึงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหว ซึ่งต้องใช้เหล็กที่มีความเหนียวและสามารถรองรับแรงกระทำซ้ำได้ดีขึ้น
แม้ในปี 2559 จะมีการปรับปรุง มอก.เพื่อเพิ่มกรรมวิธี IF แต่ยังไม่ได้ยกระดับข้อกำหนดด้านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่
ขณะเดียวกัน มาตรฐานเหล็กเส้นของไทยได้กำหนดให้ควบคุมทั้ง กระบวนการผลิตต้นทาง และ การทดสอบคุณสมบัติปลายทาง มาตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์วิศวกรรมด้านความปลอดภัยในหลายประเทศ
เพิ่มข้อกำหนดเข้ม เทียบญี่ปุ่น-จีน
สำหรับร่าง มอก.ฉบับใหม่ คณะอนุกรรมการ กว.84/1 และคณะ กว.84 ได้นำมาตรฐานของญี่ปุ่น (JIS) จีน (GB) และ ISO มาใช้เป็นต้นแบบ โดยมีการยกระดับข้อกำหนดสำคัญหลายด้าน
ทั้งการเพิ่มขนาดเหล็กข้ออ้อยสูงสุดจาก 40 มิลลิเมตร เป็น 50 มิลลิเมตร การยกระดับสมบัติทางกล เพิ่มค่าความต้านแรงดึงที่จุดครากในเหล็กเกรดสูงสุด รวมถึงเพิ่มคุณสมบัติรองรับแรงกระทำแบบซ้ำเพื่อรองรับสถานการณ์แผ่นดินไหว
นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมส่วนประกอบทางเคมี จากเดิมควบคุม 4 ธาตุ เป็น 5 ธาตุ โดยเพิ่มการควบคุมธาตุซิลิคอน พร้อมลดค่าฟอสฟอรัสและกำมะถัน ซึ่งเป็นธาตุมลทิน ให้ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านกระบวนการผลิต กำหนดให้ใช้เฉพาะ Basic Oxygen และ Electric Arc Furnace พร้อมกำหนดให้เหล็กเกรดรองรับแผ่นดินไหวต้องผ่านกระบวนการปรุงเหล็ก (External Refining) ไม่อนุญาตให้ใช้การเพิ่มความแข็งแรงแบบชุบแข็งผิว และเป็นครั้งแรกที่กำหนดให้มีการทดสอบความล้าของวัสดุ (Fatigue Test) ตามมาตรฐาน ISO
ชี้เป้าหมายเพื่อความปลอดภัย-พัฒนาอุตสาหกรรม
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า กระบวนการผลิตแบบ Basic Oxygen และ Electric Arc Furnace สามารถควบคุมส่วนประกอบทางเคมี สิ่งเจือปน และรองรับกระบวนการทำให้เหล็กบริสุทธิ์ได้ดีกว่า จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการผลิตเหล็กคุณภาพสูงที่ใช้กันในมาตรฐานระดับสากล
จึงเห็นว่ามติของ กมอ.เป็นการเติมเต็มมาตรฐานเหล็กเส้นไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รองรับการก่อสร้างสมัยใหม่และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
พร้อมกันนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังย้ำว่า การกำหนดกระบวนการผลิตควบคู่กับการทดสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ในมาตรฐานวิศวกรรมระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเองก็กำหนดหลักการดังกล่าวไว้ในมาตรฐานเหล็กเส้นมาตั้งแต่ปี 2515
ปูทางอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ความยั่งยืน
นายบัณฑูรย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับปรุง มอก.เหล็กเส้นครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้าง สร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพเหล็กเส้นไทย และยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใด
นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังสนับสนุนแนวทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหล็กไทยไปสู่การผลิตด้วย Electric Arc Furnace และการใช้พลังงานสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศผู้ผลิตเหล็กรายสำคัญของโลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว







