
โรงสีผวา “เงินดูดซับข้าวเปลือก” พ่นพิษหวั่น 300 บาท/ตัน เป็นภาระภาษี
โครงการดูดซับข้าวเปลือกส่อพ่นพิษ โรงสีผวาเงินอุดหนุนชาวนาจ่ายผ่านโรงสี 300 บาทต่อตันอาจถูกตีความเป็นรายได้ ต้องแบกจ่ายภาษีหลังแอ่น ตั้งคำถามความโปร่งใส หลังหลายพื้นที่ประกาศโครงการแต่ไม่แจ้งรายชื่อโรงสีรับซื้อ
KEY
POINTS
- โรงสีมีความกังวลว่าเงินสนับสนุน 300 บาทต่อตันในโครงการดูดซับข้าวเปลือก อาจถูกตีความว่าเป็นรายได้ของกิจการ ซึ่งจะสร้างภาระทางบัญชีและภาษีตามมา
- ปัญหาเกิดจากแนวทางโครงการที่ให้โรงสีเป็นผู้รับเงินจากรัฐบาลเพื่อจ่ายให้เกษตรกร ซึ่งขาดความชัดเจนด้านการบันทึกบัญชีและอาจส่งผลกระทบต่อการคำนวณภาษี
- ผู้ประกอบการเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งชี้แจงแนวทางปฏิบัติและออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อยืนยันว่าเงินดังกล่าวไม่ใช่รายได้ของโรงสีและลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย
โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปีของรัฐบาลเริ่มเผชิญคำถามจากภาคเอกชน หลังผู้ประกอบการโรงสีออกมาตั้งข้อสังเกตถึงขั้นตอนการดำเนินโครงการที่แตกต่างจากแนวปฏิบัติเดิม โดยเฉพาะการให้โรงสีเป็นผู้รับและจ่ายเงินสนับสนุน 300 บาทต่อตัน สร้างความกังวลว่าอาจสร้างภาระด้านบัญชีและภาษี หากไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน พร้อมเรียกร้องกระทรวงพาณิชย์เร่งชี้แจงแนวทางปฏิบัติ ทั้งรายชื่อโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ และเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร
แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปี 2569/70 ในปีนี้มีหลายประเด็นที่แตกต่างจากโครงการข้าวนาปรังที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขยายเป้าหมายรับซื้อจากเดิม 1 ล้านตัน เป็น 3 ล้านตัน ทั้งที่โครงการนาปรังมีเกษตรกรและโรงสีเข้าร่วมไม่มากนัก จึงมีข้อสงสัยถึงเหตุผลและความเหมาะสมของการขยายเป้าหมายในครั้งนี้
อีกประเด็นที่สร้างความกังวล คือการประกาศโครงการในหลายจังหวัด แม้จะกำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกไว้แล้ว แต่กลับไม่มีการระบุรายชื่อโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้เกษตรกรไม่ทราบว่าจะสามารถนำผลผลิตไปจำหน่ายที่ใด ส่งผลให้การดำเนินงานในทางปฏิบัติขาดความชัดเจน และอาจกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิของชาวนา
แหล่งข่าวระบุว่า ประเด็นที่ผู้ประกอบการกังวลมากที่สุดคือ เงินสนับสนุน 300 บาทต่อตันที่รัฐบาลกำหนดให้จ่ายผ่านโรงสี เนื่องจากในทางบัญชีและภาษี เงินดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็นรายได้ของโรงสี ส่งผลให้ต้องเสียภาษีรายได้นิติบุคคลเพิ่ม และยังอาจเข้าข่ายการรับจ้างดำเนินการ จนเกิดภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามมา ทั้งที่ในความเป็นจริง เงินดังกล่าวเป็นเพียงกลไกที่รัฐใช้สนับสนุนราคาข้าว ไม่ใช่รายได้จากการประกอบกิจการของโรงสี
นอกจากนี้ การบันทึกบัญชียังเป็นอีกประเด็นที่ไม่มีความชัดเจน เพราะเงินอุดหนุนดังกล่าวไม่ใช่ต้นทุนการรับซื้อข้าวโดยตรง หากนำไปรวมเป็นต้นทุน จะทำให้ต้นทุนคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง แต่หากรับเงินเข้าบัญชีแล้วจ่ายออก ก็อาจส่งผลกระทบต่อรายการรายรับ-รายจ่าย และกำไรทางบัญชี ซึ่งอาจนำไปสู่ภาระภาษีในอนาคต
“ผู้ประกอบการยังเปรียบเทียบกับโครงการรับจำนำข้าวในอดีต ซึ่งมีรูปแบบการบริหารจัดการแตกต่างกัน โดยโรงสีจะถูกหักมูลค่าผลพลอยได้ เช่น รำข้าวและปลายข้าว เพื่อนำมาชดเชยค่าใช้จ่าย จึงไม่เกิดปัญหาการรับ-จ่ายเงินในลักษณะเดียวกับโครงการดูดซับข้าวเปลือกในปัจจุบัน”
แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ก่อนประกาศใช้มาตรการดังกล่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรหารือร่วมกับนักบัญชีและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน ทั้งในเรื่องการบันทึกบัญชี การรับรู้รายได้ และภาระภาษี หากไม่มีหลักเกณฑ์รองรับอย่างชัดเจน โรงสีที่เข้าร่วมโครงการอาจต้องรับความเสี่ยงทางกฎหมายและภาษีในภายหลัง
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตต่อการขยายโครงการรับซื้อข้าวเปลือกเพิ่มอีก 3 ล้านตัน พร้อมการระบุว่าโครงการประสบความสำเร็จในการยกระดับราคาข้าว โดยเห็นว่าภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส เนื่องจากปริมาณข้าวที่เข้าสู่โครงการเมื่อเทียบกับผลผลิตทั้งประเทศยังมีสัดส่วนไม่มาก จึงควรชี้แจงข้อมูลเชิงประจักษ์ให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบ เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อมาตรการของรัฐ
ผู้ประกอบการโรงสีเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งประกาศรายชื่อโรงสีที่เข้าร่วมโครงการอย่างชัดเจน พร้อมออกแนวทางการบันทึกบัญชีและข้อปฏิบัติด้านภาษีอย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันว่าเงินสนับสนุน 300 บาทต่อตันไม่ใช่รายได้ของโรงสี แต่เป็นเงินที่รัฐใช้เป็นกลไกสนับสนุนราคาตลาด อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตีความทางกฎหมายและภาษี สร้างความมั่นใจให้ทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร ขณะที่ประเด็นดังกล่าวยังต้องรอคำชี้แจงจากผู้บริหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพต่อไป
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,214 วันที่ 2 - 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569







