thansettakij
thansettakij
“ดูดซับข้าวเปลือก 1 ล้านตัน” สะเทือนตลาด แย่งซื้อ ดันราคาพุ่ง

“ดูดซับข้าวเปลือก 1 ล้านตัน” สะเทือนตลาด แย่งซื้อ ดันราคาพุ่ง

03 เม.ย. 69 | 02:37 น.
อัปเดตล่าสุด :03 เม.ย. 69 | 02:38 น.

นายกสมาคมโรงสีข้าว ชี้ “ดูดซับข้าวเปลือก 1 ล้านตัน” สะเทือนตลาด แย่งซื้อ ดันราคาพุ่ง แนะดันใช้วัตถุดิบไทย ฝ่าวิกฤตโลก ไร้ทุจริต โปร่งใส ใช้เงินโรงสีเดินระบบ-จี้รัฐโอนตรงชาวนา

KEY

POINTS

  • กระทรวงพาณิชย์สั่งเดินหน้าโครงการดูดซับข้าวเปลือก 1 ล้านตันทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือชาวนา โดยจะรับซื้อในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน
  • เพียงแค่การประกาศนโยบายก็ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกปรับตัวสูงขึ้นทันที 300-500 บาทต่อตัน หลังจากราคาตกต่ำมานานกว่า 2 ปี
  • โครงการจะดำเนินการผ่านองค์การคลังสินค้า (อคส.) โดยใช้กลไกโรงสีและสหกรณ์การเกษตรใน 5 จังหวัดนำร่องเป็นจุดรับซื้อผลผลิตข้าวนาปรัง

วันที่ 1 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการด่วนให้กรมการค้าภายในเร่งเครื่องโครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569 ตั้งเป้าดูดซับปริมาณ 1 ล้านตันทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจากความผันผวนของต้นทุนการผลิตและราคาตกต่ำ ผ่านกลไกองค์การคลังสินค้า (อคส.) โดยจะมีการเปิดจุดรับซื้อผ่านโรงสีและสหกรณ์การเกษตรในราคาที่สูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย หวังดูดซับผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังล็อตใหญ่ที่กำลังทะลักสู่ตลาดในช่วงนี้

ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคา “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล” นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เพื่อประเมินทิศทางตลาดข้าว ผลสะเทือนต่อกลไกซื้อขาย และบทบาทโรงสีในเกมพยุงราคาครั้งสำคัญนี้

 

ปลุกตลาดตื่น “แค่มีนโยบาย ราคาก็ขยับ”

นายบรรจง  กล่าวว่า โดยปกติประเทศไทยจะมีการบริโภคข้าวและการส่งออกรวมกันคิดเป็นปริมาณข้าวเปลือก (ก่อนสีแปรรูปเป็นข้าวสาร) ประมาณ 29 ล้านตัน  แต่ในปีนี้คาดการณ์ว่าความต้องการจะเหลือเพียงประมาณ 28 ล้านตันเท่านั้น ในขณะที่ผลผลิตข้าวเปลือกของไทยจะมีมากกว่า 34 ล้านตัน  จึงทำให้มีส่วนเกินอยู่ในระบบถึง 20%  เมื่อมีส่วนเกินมากขนาดนี้จึงส่งผลให้ราคาตกต่ำ ซึ่งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าราคาตกที่สุด โดยราคาข้าวต้นกับราคาปลายข้าวกลายเป็นราคาเดียวกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติ

 

“ดูดซับข้าวเปลือก 1 ล้านตัน” สะเทือนตลาด แย่งซื้อ ดันราคาพุ่ง

“แต่พอมีข่าวว่านโยบายนี้เริ่มขับเคลื่อนและจะเริ่มดำเนินการในอีกประมาณ 2-3 วันข้างหน้า  แค่นโยบายจะออกมา ราคาข้าวสาร 5% ก็ขยับขึ้นทันทีตันละประมาณ 300-400 บาท  จากเดิมราคา 10,600 บาท ก็ปรับขึ้นเป็น 11,000 บาท และราคาข้าวเปลือกก็ดีขึ้นตามไปด้วย”

นอกจากนโยบายรัฐแล้ว ยังมีเรื่องการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ทำได้ยากขึ้น  เช่น ข้าวสาลีนำเข้าได้น้อยลง ข้าวโพดจากเมียนมาที่ติดปัญหาเรื่องน้ำมันแพง  รวมถึงปัญหาเอนไซม์สำหรับการย่อยต่าง ๆ ในประเทศมีไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาปลายข้าวพุ่งสูงขึ้นชัดเจนถึง 10,060 บาทต่อตัน

นายบรรจง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยบอกหลายครั้งแล้วว่า ถ้าเรานำเข้าส่วนผสมอาหารสัตว์ได้น้อยลง ราคาข้าวและปลายข้าวในประเทศก็จะวิ่งสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาค่าระวางเรือ สงคราม และวิกฤตน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้ราคาผลพลอยได้อย่างรำข้าว ปลายข้าว และข้าว 5% จะอยู่ในจุดที่ดีขึ้น  หากราคารำข้าวและปลายข้าวขึ้นไปถึง 11 บาท จะส่งผลให้ชาวนาได้ราคาข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นทันที 500-600 บาทต่อตัน

 

ดันใช้วัตถุดิบไทย ฝ่าวิกฤตโลก

อย่างไรก็ดีทางสมาคมรอจังหวะที่จะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อขยายความเรื่องนี้ เนื่องจากมองว่าภาวะสงครามทำให้เราต้องให้ความสำคัญกับพืชผลที่ผลิตได้ในประเทศ และควรใช้วัตถุดิบในเมืองไทยให้มากที่สุด ซึ่งต้องไปสำรวจว่ามีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านหรือผ่านข้อตกลง FTA และ WTO มากเกินไปหรือไม่ และจะใช้มาตรการปกป้อง (Safeguard) อย่างไร

“แม้สงครามจะมีด้านที่เลวร้าย แต่เกษตรกรที่เดือดร้อนจากราคาข้าวต่ำมานานก็มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากบ้าง  โดยเฉพาะชาวนาในรอบนี้ที่ต้องเผชิญกับค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น ซึ่งในขณะนี้ทางเจ้าของโครงการกำลังพิจารณาว่าจังหวัดไหนที่มีความต้องการและพร้อมก่อนก็เริ่มเลย ในจุดเริ่มต้นต้องการให้เกิดความลื่นไหลและไม่ต้องการให้เกิดความหวาดระแวง เพราะในอดีตเคยมีเรื่องเก่าๆ ที่ค้างคาใจอยู่”

 

“ดูดซับข้าวเปลือก 1 ล้านตัน” สะเทือนตลาด แย่งซื้อ ดันราคาพุ่ง

นายบรรจง กล่าวว่าทางสมาคมโรงสีขอยืนยันว่าเรื่องในอดีต เช่น ปัญหาการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) นั้น โรงสีไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อยากให้เรื่องเก่า ๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อนจบลงเร็วๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าโรงสีคือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการรับซื้อข้าวจากชาวนามาแปรรูปเพื่อส่งออก ทุกวันนี้ชาวนา 18 ล้านคนมีรายได้รวม 300,000 ล้านบาท ตกคนละหมื่นกว่าบาทต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ยาก ส่วนโรงสีเองก็ได้ค่าสีข้าวเพียงตันละ 400-500 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไร (Margin) บางมาก ดังนั้นนโยบายที่ออกมาต้องช่วยชาวนาได้จริง และการดูดซับข้าว 1 ล้านตันนี้จะช่วยเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง

 

ใช้เงินโรงสีเดินระบบ-จี้รัฐโอนตรงชาวนา

ในระยะแรก โครงการกำหนดให้โรงสีรับซื้อในพื้นที่ ไม่เปิดให้ซื้อข้ามเขต แต่ยังยืดหยุ่นให้ชาวนาเลือกขายตามความสะดวก โดยต้องมีใบรับรองเกษตรกรเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง ซึ่งโครงการนี้ยืนยันความโปร่งใส ด้วยการกำกับดูแลจาก อคส. และหน่วยงานรัฐที่สำคัญ โรงสีใช้เงินทุนของตัวเองในการรับซื้อ ไม่ใช่เงินกู้จากรัฐบาล ขณะที่รัฐเตรียมสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรตันละ 300 บาท และค่าบริหารจัดการให้โรงสีอีก 200 บาท ใช้งบรวมเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สมาคมเสนอให้รัฐ “โอนเงิน 300 บาทตรงถึงชาวนา” เพื่อลดข้อครหา และปล่อยให้การซื้อขายเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อกำหนดในสัญญาเพื่อให้การทำงานราบรื่นและไม่เกิดปัญหาทางสังคมในอนาคต

“นี่คือโครงการนำร่องที่ต้องแข่งกับเวลา ภายใน 3-4 เดือนก่อนผลผลิตจะออกมาหมด หากล่าช้าชาวนาจะเสียโอกาส แต่สัญญาณวันนี้ชัดเจนแล้วราคาข้าวขยับขึ้น 300-500 บาทต่อตัน ทำให้ราคาข้าวเปลือกเจ้า ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 ราคาเฉลี่ย 7,200-7,700 บาทต่อตัน เป็นกลิ่นไอของขาขึ้นที่หายไปนานกว่า 2 ปี” นายบรรจง กล่าว

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,189 วันที่ 5 - 8 เมษายน พ.ศ. 2569