thansettakij
thansettakij
ไทยเปิดล็อก 30 ปี “ GEd” ปลดพันธนาการวิจัยไทย ดันเกษตรสู่เวทีโลก

ไทยเปิดล็อก 30 ปี “ GEd” ปลดพันธนาการวิจัยไทย ดันเกษตรสู่เวทีโลก

28 มิ.ย. 69 | 17:00 น.

‘ศ.ดร.ศุภชัย วุฒิพงศ์ชัยกิจ’ ชี้ประกาศกระทรวงคือ "จุดเปลี่ยน" สำคัญ ปลดล็อกข้อจำกัดที่ฉุดเทคโนโลยีแก้ไขยีนกว่า 30 ปี เปิดทางวิจัย พัฒนาพันธุ์พืช และลงทุนเชิงพาณิชย์ ย้ำ GEd ไม่ใช่ GMO พร้อมสร้างแต้มต่อการแข่งขันเกษตรไทย

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายที่ชะงักงันนานกว่า 30 ปี ด้วย "ประกาศกระทรวง" เปิดทางให้การวิจัยเทคโนโลยีการแก้ไขยีน (GEd) สามารถเดินหน้าได้
  • ชี้แจงว่าเทคโนโลยี GEd แตกต่างจาก GMO โดยผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรว่า "ไม่เป็น GMO" ก่อนจำหน่ายเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
  • การเปิดรับเทคโนโลยี GEd เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ภาคเกษตรไทย สามารถพัฒนาพันธุ์พืชทนโรคและคุณภาพสูงเพื่อแข่งขันในตลาดโลก

ศ.ดร.ศุภชัย วุฒิพงศ์ชัยกิจ ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าของเทคโนโลยีการแก้ไขยีน (Gene Editing หรือ GEd) ในประเทศไทยว่า แม้การพัฒนาอาจจะไม่ได้รวดเร็วแบบก้าวกระโดดภายใน 2-3 ปีอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ประเทศไทยมี "ประกาศกระทรวง" รองรับ ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหญ่ให้เทคโนโลยีนี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.ศุภชัย วุฒิพงศ์ชัยกิจ ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

ปลดล็อกวิจัย 30 ปี เปิดยุคใหม่เกษตรไทย

ในอดีตประเทศไทยเผชิญกับภาวะชะงักงันด้านเทคโนโลยีชีวภาพมานานกว่า 30 ปี เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้นักวิจัยขาดความมั่นใจและแหล่งทุนไม่กล้าสนับสนุนการวิจัย เพราะกังวลว่าทำเสร็จแล้วจะไม่สามารถนำไปปลูกลงแปลงจริงหรือต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้

“กฎหมายบ้านเราในอดีตกันไม่ให้เทคโนโลยีนี้เกิด จนกระทั่งผ่านมา 30 ปี งานวิจัยก็ไม่มีคนทำ คนให้ทุนก็ไม่กล้าให้ แต่ปัจจุบันฝั่งกระทรวงเกษตรฯ เข้าใจประเด็นนี้แล้ว และตัดสินใจประกาศอนุญาตเพื่อให้กระบวนการวิจัยเริ่มขยับได้” ศ.ดร. ศุภชัย กล่าว พร้อมทั้งให้เครดิตฝ่ายการเมืองที่เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการขับเคลื่อนภาคเกษตร

ย้ำ GEd ไม่ใช่ GMO พร้อมสร้างแต้มต่อการแข่งขันเกษตรไทย

ประเด็นที่สังคมกังวลเรื่องความปลอดภัย ศ.ดร. ศุภชัย อธิบายว่าต้องแยกแยะระหว่าง GEd และ GMO ให้ชัดเจน โดยเทคโนโลยี GEd บางประเภทมีความปลอดภัยสูงมากจนแทบไม่ต่างจากพืชในธรรมชาติ, ในเชิงเทคนิคแล้ว DNA ของพืชที่ผ่านการ GEd อาจไม่มีความแตกต่างจากพืชปกติเลย เช่น กรณีของพริก ซึ่งการตรวจสอบ DNA ในห้องแล็บนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 4,000-5,000 บาทต่อเคส

ตามระเบียบใหม่ ผลิตภัณฑ์ที่จะนำเข้ามาจำหน่ายหรือนำมาใช้ในประเทศ จะต้องผ่านการรับรองจาก กรมวิชาการเกษตร ก่อนว่า "ไม่เป็น GMO" จึงจะสามารถเข้าสู่กระบวนการทางการค้าต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการคัดกรองที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าต่างประเทศ

ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศแรกที่เปิดรับเทคโนโลยีนี้ ขณะที่ไทยตามมาเป็นอันดับสอง ส่วนเวียดนามกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับในระดับโลก ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ได้มีการรับรองและเริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ GEd แล้ว ขณะที่อังกฤษกำลังจะมีผลบังคับใช้กฎหมายใหม่ในเดือนตุลาคมนี้

เพิ่มโอกาสพัฒนาพันธุ์พืช ทนโรค คุณภาพสูง

แม้ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ GEd ที่วางขายจริงในตลาดโลกจะยังมีจำนวนไม่มากนัก ประมาณ 6-7 รายการ แต่ในระดับการวิจัยนั้นมีโครงการพุ่งสูงถึงหลักหมื่นโครงการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจและโอกาสทางการค้ามหาศาลในอนาคต ซึ่งการเปิดรับ GEd ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ไทยเข้าถึงนวัตกรรมพืชที่มีลักษณะเด่น (Trait) ตามความต้องการของตลาด เช่น พืชทนโรค หรือพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง แต่ยังเป็นการเปิดช่องทางให้ทุนวิจัยทั้งในและต่างประเทศไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น

ศ.ดร. ศุภชัย ทิ้งท้ายว่า เทคโนโลยีนี้เป็นทางเลือกที่กว้างมาก (Case by Case) และควรเปิดใจศึกษาอย่างเข้าใจ "มันไม่มีอะไรผิดที่ใครจะไม่ยอมรับเทคโนโลยีนี้ในตอนแรก แต่กฎหมายตัวนี้คือการเปิดโอกาสให้เราสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ได้จริง" เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน