
กรมวิชาการเกษตร เตือน " เอลนีโญ-โลกร้อน" ดันด้วงหนวดยาวระบาด ต้นกาแฟยืนต้นตาย
กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรรับมือ “ภาวะโลกร้อน-เอลนีโญ” ทำฝนทิ้งช่วง เร่งดักทาง “ด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟ” ระบาดซ้ำเติมต้นโทรมยืนต้นตาย ย้ำจัดการแปลงแบบบูรณาการ
KEY
POINTS
- กรมวิชาการเกษตรเตือนภัยภาวะโลกร้อนและเอลนีโญที่ทำให้เกิดภัยแล้ง เป็นปัจจัยเร่งให้ด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นระบาดรุนแรงในสวนกาแฟทางภาคเหนือ
- ด้วงหนวดยาวจะเข้าทำลายต้นกาแฟที่อ่อนแอจากภัยแล้ง โดยตัวหนอนจะเจาะลำต้นและกิ่ง ทำให้ท่อลำเลียงน้ำและอาหารถูกทำลาย ส่งผลให้ต้นกาแฟยืนต้นตายในที่สุด
- แนะให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากพบการระบาดให้ตัดและเผาทำลายส่วนที่ถูกทำลายทิ้ง และใช้สารเคมีเป็นทางเลือกสุดท้าย
กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ภาคเหนือ ให้เฝ้าระวังการระบาดของ "ด้วงหนวดยาวเจาะลำต้น" (Xylotrechus quadripes) อย่างใกล้ชิด หลังจากสภาพภูมิอากาศโลกเกิดความแปรปรวนจากภาวะโลกร้อน (Global Warming) ประกอบกับอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ส่งผลให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน อากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้อุบัติการณ์การระบาดของแมลงศัตรูพืชชนิดนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะต้นกาแฟที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีช่วงอายุระหว่าง 3–7 ปี สภาพพื้นที่โล่งและกลางแจ้ง
โลกร้อน-ภัยแล้ง เล่นงานกาแฟ ดันด้วงหนวดยาวระบาด
สภาวะฝนทิ้งช่วงและอากาศที่ร้อนแล้งจัด ทำให้ต้นกาแฟเกิดความเครียดอย่างรุนแรงเนื่องจากขาดแคลนน้ำ ทำให้ต้นกาแฟอ่อนแอลงอย่างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ด้วงหนวดยาวเข้าทำลายได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยแมลงชนิดนี้จะสร้างความเสียหาย โดยตัวหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินเนื้อเยื่อและท่อลำเลียงน้ำและอาหารภายในลำต้นและกิ่งหลัก ส่งผลให้ระบบลำเลียงหยุดชะงัก ต้นกาแฟที่อ่อนแออยู่แล้วจากภัยแล้งจะเกิดอาการทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว กิ่งแห้งเหี่ยว และยืนต้นตายในที่สุด
แนะใช้ IPM สกัดความเสียหาย
กรมวิชาการเกษตร จึงขอเน้นย้ำให้เกษตรกรดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติตามแนวทางการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน IPMการสำรวจแปลงกาแฟ ต้องตรวจสอบร่องรอยขี้เลื่อยหรือเศษฝุ่นไม้บริเวณรูเจาะ รวมถึงอาการใบเหลืองและกิ่งแห้งตายเป็นช่วง ๆ โดยต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจบริเวณโคนกิ่งและลำต้นที่มีรอยแตกหรือบาดแผลเก่า ซึ่งเป็นจุดที่แมลงมักชอบเข้าทำลายในช่วงที่ต้นพืชอ่อนแอ
หากตรวจพบกิ่งหรือต้นที่ถูกเจาะทำลายรุนแรง ให้ตัดแต่งและนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันทีเพื่อตัดวงจรการระบาด ไม่ให้กลายเป็นแหล่งสะสมขยายพันธุ์ในช่วงแล้ง
- การใช้ชีวภัณฑ์ ส่งเสริมการใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น เชื้อราปฏิปักษ์ก่อโรคในแมลง (เช่น เชื้อราเมตาไรเซียม หรือบิวเวอเรีย) ตามคำแนะนำ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศแปลงปลูก และหลีกเลี่ยงการพ่นสารเคมีที่จะไปทำลายระบบนิเวศน์
- การควบคุมด้วยสารเคมี ให้ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากสารเคมีจะไม่สามารถกำจัดหนอนที่เจาะเข้าไปอยู่ภายในลำต้นได้ทันที หากจำเป็นต้องใช้ในช่วงที่ประชากรแมลงศัตรูพืชระบาดสูง ให้ใช้เข็มฉีดยาพ่นยาฆ่าแมลง ได้แก่ เฟนิโทรไทออน อัตรา 40 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโครพริด อัตรา 30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร เข้าไปในรูที่หนอนเจาะเข้าไปทำลาย แล้วใช้ดินน้ำมันหรือปูนปาสเตอร์อุดรูไว้
จัดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ให้บริการ
นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรร่วมบูรณากับหน่วยงานในพื้นที่จัดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ให้บริการ ระหว่างวันที่ 3 - 4 กรกฎาคม 2569 ณ สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย ภายในงานมีกิจกรรมให้คำแนะนำด้านการป้องกันศัตรูพืชในพื้นที่ปลูกกาแฟเพื่อสกัดการระบาดของศัตรูพืชที่สำคัญ
โดยเฉพาะด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟ โดยกองวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร และในงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ ระดับประเทศ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ณ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
หากเกษตรกรมีข้อสงสัย หรือพบการระบาดจากศัตรูพืช สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำและแนวทางแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย จังหวัดเชียงราย เบอร์โทรศัพท์ 053-160 812 หรือ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ เบอร์โทร 053 114 121-5







