
ครม.ไฟเขียว ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ AFTA ถึงสิ้น ส.ค.นี้
ผู้เลี้ยงสัตว์ยิ้มออก ครม.ไฟเขียว ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ AFTA ถึง 31 ส.ค. 69 ส่งสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2567
- การขยายเวลาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ และเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ผลผลิตในประเทศซึ่งจะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม
- ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศสูงกว่ากำลังการผลิต ประกอบกับช่วงต้นปี 2567 การนำเข้าลดลงถึง 49% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องขยายเวลานำเข้า
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษว่า ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ปี 2569 สำหรับผู้นำเข้าทั่วไป จากเดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 ตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ นบขพ. เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ
เดิมคณะรัฐมนตรีเคยเห็นชอบให้กำหนดช่วงเวลานำเข้าถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ซึ่งปกติจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงของฤดูกาลผลิตปี 2569 พบว่าผลผลิตจำนวนมากจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม ประมาณ 4.04 ล้านตัน หรือร้อยละ 90.19 ของผลผลิตทั้งประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องปรับระยะเวลาให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 5 ล้านตันต่อปี แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ จึงต้องนำเข้าภายใต้ AFTA เฉลี่ยประมาณ 1.57 ล้านตันต่อปี ขณะที่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2569 มีการนำเข้าเพียง 0.42 ล้านตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 0.83 ล้านตัน หรือลดลงร้อยละ 49 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้องไม่มีการเผาในกระบวนการผลิต เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569
การขยายเวลานำเข้าถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ลดแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบ ลดผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์และต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งช่วยรักษาเสถียรภาพภาคปศุสัตว์และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
"หลัง ครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะดำเนินการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยรัฐบาลจะดูแลให้การนำเข้าเป็นไปอย่างสมดุล ระหว่างการรักษาเสถียรภาพวัตถุดิบอาหารสัตว์กับการคุ้มครองรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศอย่างเหมาะสม"
ด้านข้อมูลการนำเข้าข้าวสาลีภายใต้มาตรการ 3 ต่อ 1 ของกรมปศุสัตว์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 4 มิถุนายน 2569 พบว่ามีการนำเข้าข้าวสาลีรวม 697,068.30 ตัน แบ่งเป็น
- ข้าวสาลีสำหรับอาหารสัตว์ทั่วไปภายใต้อัตราส่วน 1 ต่อ 3 จำนวน 663,493.70 ตัน โดยมีการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศรองรับถึง 1,998,093.55 ตัน
- ส่วนข้าวสาลีสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้อัตราส่วน 2 ต่อ 1 มีปริมาณนำเข้า 1,860.60 ตัน และมีการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 4,245.33 ตัน]
- ขณะที่ข้าวสาลีนำเข้าสำหรับผลิตอาหารกุ้งมีจำนวน 31,714 ตัน
ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์กำหนดให้การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการนำเข้าข้าวสาลี ต้องเป็นหลักฐานการรับซื้อที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อสนับสนุนการดูดซับผลผลิตข้าวโพดภายในประเทศ และสร้างสมดุลระหว่างการนำเข้าวัตถุดิบกับการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย
อย่างไรก็ดีนอกจากนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปรับตัวลดลงแล้ว ยังมี ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ปรับตัวลดลงเช่นกัน เนื่องจากราคาสินค้าทั้งสองชนิดในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์หันมาเลือกใช้วัตถุดิบทดแทนภายในประเทศมากขึ้น อาทิ ปลายข้าว รำข้าว และมันเส้น ซึ่งมีราคาปรับตัวลดลงและสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้







