
‘ศุภจี’ แจงสภาฯ ข้าวโพดสหรัฐไม่ทะลักไทย ย้ำไม่เพิ่มโควตานำเข้า คุมเข้ม GMO
‘ศุภจี’ ชี้แจงสภาปมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยืนยันไม่เพิ่มโควตานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แม้เอกชนไทยเซ็น MOU สหรัฐฯ ย้ำคุ้มครองเกษตรกรไทย คุมเข้ม GMO พร้อมทบทวนราคารับซื้อช่วยชาวไร่
การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ถูกหยิบยกขึ้นกลางสภาผู้แทนราษฎร หลังเกิดความกังวลว่าจะกระทบราคาผลผลิตในประเทศและเปิดทางให้ข้าวโพด GMO ทะลักเข้าไทย ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมายืนยันชัดว่าไม่มีการเพิ่มโควตานำเข้าเกินกรอบเดิม พร้อมเดินหน้ามาตรการคุ้มครองเกษตรกรและควบคุมการนำเข้าอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน.
วันนี้ (11 มิถุนายน 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และความกังวลเรื่องข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (GMO)
โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศยังคงอยู่ภายใต้กรอบและเงื่อนไขเดิมที่กำหนดไว้ โดยไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าเกินกว่ากรอบโควตา
นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตัน และในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.3 ล้านตัน ส่งผลให้ยังมีความจำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมอีกประมาณ 4 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์ของประเทศ
โดยวัตถุดิบส่วนที่ขาดไม่ได้มาจากการนำเข้าข้าวโพดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงวัตถุดิบทดแทนอื่น เช่น ข้าวสาลี มันเส้น และปลายข้าว ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยใช้วัตถุดิบทดแทนภายในประเทศ อาทิ ปลายข้าว มันเส้น และมีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังรัฐบาลประกาศมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งผลิตปลอดการเผาและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงถึง 49% เนื่องจากมีการตรวจสอบแหล่งผลิตและระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างเข้มงวด
“เมื่อการนำเข้าจากแหล่งเดิมลดลง ผู้ประกอบการอาหารสัตว์จึงจำเป็นต้องหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มเติมเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและป้องกันปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเพิ่มปริมาณการนำเข้าเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้” นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี ยืนยันว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นเพียงการสร้างทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารสัตว์เท่านั้น ไม่ใช่การเปิดทางให้นำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยการนำเข้ายังคงอยู่ภายใต้กรอบ WTO และมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ 1 ส่วน จะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน
ทั้งนี้ กรอบการนำเข้าภายใต้ WTO ที่ 1 ล้านตัน สำหรับปี 2569 และเงื่อนไขการรับซื้อในประเทศข้างต้น จะทำให้สามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีรวมกันได้ไม่เกิน 1.7 ล้านตัน โดยไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าแต่อย่างใด รวมถึงยังคงการกำหนดช่วงเวลาการนำเข้าไม่ให้ตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตภายในประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย
ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำที่ความชื้น 30% สำหรับพื้นที่ผลิตหลัก 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี ไว้ที่กิโลกรัมละ 7.05 บาท และกำหนดราคารับซื้อหน้าโรงงานอาหารสัตว์ที่ความชื้น 14.5% ไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ในระดับสูงกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนด โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 8.03 บาท ขณะที่ราคาหน้าโรงงานอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 12.85 บาท
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนด้านการผลิต อาทิ ค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง และค่าแรงงานได้ปรับตัวสูงขึ้น จึงเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เพื่อพิจารณาทบทวนราคารับซื้อขั้นต่ำให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง รวมทั้งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลพื้นที่หลักใน 5 จังหวัด ทั้งที่เป็นพื้นที่สูง รวมถึงพื้นที่ขนาดเล็ก และพื้นที่ที่มีต้นทุนการรวบรวมผลผลิตสูงกว่าพื้นที่เป้าหมาย
“เราทราบดีว่ามีเกษตรกรจำนวนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่สูง ซึ่งมีต้นทุนด้านการขนส่งและการรวบรวมผลผลิตสูงกว่าพื้นที่หลัก กระทรวงพาณิชย์จะหารือร่วมกับคณะกรรมการ นบขพ. บ่ายวันนี้ เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการสนับสนุนการเข้าซื้อผลผลิตและลดภาระต้นทุนของเกษตรกรกลุ่มดังกล่าว” นางศุภจี กล่าว
สำหรับประเด็นความกังวลเกี่ยวกับข้าวโพด GMO นางศุภจี ยืนยันว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย พบว่า MOU ที่ภาคเอกชนไทยลงนามกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุการนำเข้าข้าวโพด GMO แต่อย่างใด แต่เป็นการระบุถึงความร่วมมือในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากมีการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ GMO ผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเคร่งครัด โดยต้องได้รับใบอนุญาตและใบรับรองที่เกี่ยวข้องตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดพืชจากแหล่งที่กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม ข้อยกเว้น และเงื่อนไข ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2553 และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศและภาคการเกษตรของประเทศ







