
ข้าวโพดไทยแพงสุดในโลก 13 บาท/กก. 21 สมาคมปศุสัตว์แจงเหตุผลนำเข้าสหรัฐ
21 สมาคมปศุสัตว์และประมงแจงเหตุผลหนุนนำเข้าข้าวโพดสหรัฐ ชี้ไทยผลิตไม่พอใช้ ขณะที่ราคาข้าวโพดในประเทศพุ่งเกิน 13 บาทต่อกิโลกรัม สูงสุดในโลก ย้ำไม่กระทบเกษตรกรไทยและช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์
KEY
POINTS
- ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในไทยพุ่งสูงสุดในโลกเกิน 13 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์
- ประเทศไทยผลิตข้าวโพดได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งขาดแคลนอยู่ถึงปีละ 4 ล้านตัน จึงจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบ
- ภาคปศุสัตว์เสนอให้นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เพื่อลดต้นทุนและแก้ปัญหาขาดแคลน โดยยืนยันว่ามีมาตรการบังคับซื้อผลผลิตในประเทศก่อน จึงไม่กระทบเกษตรกรไทย
ผู้สื่อข่าวรายงาน (4 มิ.ย. 2569) สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย พร้อมพันธมิตร 4 สมาคมในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมง ร่วมแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกาภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ โดยมีนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย พร้อมตัวแทนจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกร ผู้เลี้ยงไก่เนื้อ และผู้เลี้ยงไก่ไข่ ร่วมชี้แจง
ชี้ 2 เหตุผลหลักต้องนำเข้าข้าวโพดสหรัฐ
นายพรศิลป์กล่าวว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกามีความจำเป็นจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ประการแรก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ไทยต้องเจรจาเปิดตลาดอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกที่ให้ยกเลิกแล้วก็ตาม
ประการที่สอง ภาคปศุสัตว์ของไทยยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เนื่องจากประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละประมาณ 9 ล้านตัน แต่สามารถผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน ส่งผลให้ขาดแคลนถึง 4 ล้านตันปัจจุบันมีการนำเข้าวัตถุดิบประมาณ 3.2 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน 1.5 ล้านตัน และข้าวสาลี 1.7 ล้านตัน ขณะที่ยังมีปริมาณขาดแคลนอีกประมาณ 0.8 ล้านตัน
สมาพันธ์ฯ ยืนยันว่า การเปิดให้นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐ 1 ล้านตัน ไม่ได้เข้ามาแทนที่ผลผลิตข้าวโพดของเกษตรกรไทย เนื่องจากรัฐบาลยังคงใช้มาตรการคุ้มครองเกษตรกร โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องซื้อข้าวโพดในประเทศในสัดส่วน 3 ต่อ 1 ก่อนนำเข้า เช่นเดียวกับมาตรการที่ใช้กับข้าวสาลี ทำให้ข้าวโพดนำเข้าจากสหรัฐจะเข้ามาทดแทนข้าวสาลีนำเข้าที่มีอยู่เดิม 1.7 ล้านตัน มากกว่าจะกระทบต่อผลผลิตในประเทศ
ราคาข้าวโพดไทยพุ่งสูงสุดโลก กดดันต้นทุนผู้เลี้ยงสัตว์
ภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์ระบุว่า ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยปรับตัวสูงเกิน 13 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการควบคุมการนำเข้าที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การนำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ AFTA ยังลดลงมากกว่าครึ่งจากมาตรการนำเข้าปลอดการเผา ประกอบกับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนที่มาล่าช้า ส่งผลให้การเพาะปลูกข้าวโพดล่าช้าตามไปด้วย
ผลที่เกิดขึ้นคือราคาข้าวโพดปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับราคาจำหน่ายเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และผู้ประกอบการอาหารสัตว์ ทำให้ภาครัฐควรพิจารณาทบทวนมาตรการนำเข้าเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดกับภาคปศุสัตว์
อีกด้านหนึ่ง ภาคอุตสาหกรรมมองว่าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกามีราคาที่สามารถแข่งขันได้ในหลายช่วงเวลา การนำเข้าจึงเป็นทางเลือกสำคัญในการลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งอุตสาหกรรมปศุสัตว์ อุตสาหกรรมประมง และช่วยลดแรงกดดันต่อราคาสินค้าโปรตีนของผู้บริโภคในระยะต่อไป
วัตถุดิบทดแทนมีข้อจำกัด ย้ำ GMO ปลอดภัย
นายพรศิลป์กล่าวว่า แม้ภาคอุตสาหกรรมจะมีการใช้วัตถุดิบกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในประเทศทดแทนข้าวโพดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ปลายข้าว รำข้าว หรือมันสำปะหลัง แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนได้ทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดด้านโภชนาการ ความปลอดภัย ความต้องการของตลาด และคุณสมบัติเฉพาะของวัตถุดิบแต่ละชนิด
ตัวอย่างเช่น ไก่ไข่ต้องการสารสีจากข้าวโพดเพื่อให้ไข่แดงมีสีตรงตามความต้องการของตลาด ขณะที่ปลายข้าวและมันสำปะหลังไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้ต้องใช้สารสีสังเคราะห์เพิ่มเติมและเพิ่มต้นทุนการผลิต
ส่วนปลายข้าวมีราคาสูงจากการแข่งขันกับตลาดบริโภคของคน มันสำปะหลังมีปัญหาค่ากากใยสูงและความเสี่ยงด้านคุณภาพวัตถุดิบ ขณะที่รำสดมีปัญหาการเหม็นหืนและการเก็บรักษา ส่วนข้าวเปลือกย่อยยากและต้องใช้เอนไซม์ช่วยย่อยเพิ่มต้นทุน
สมาพันธ์ฯ ยังชี้ว่าการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน รวมถึงสอดคล้องกับแนวทางการผลิตสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำในอนาคต
สำหรับข้อกังวลเรื่องพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMO สมาพันธ์ฯ ยืนยันว่ามีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย โดยเฉพาะถั่วเหลือง GMO ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์มานานกว่า 30 ปี โดยไม่พบผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพหรือการส่งออก อีกทั้งได้รับการยืนยันจากหน่วยงานวิชาการว่าความเสี่ยงจากการปนเปื้อนอยู่ในระดับปลอดภัย
ทั้งนี้ การแถลงข่าวดังกล่าวสะท้อนจุดยืนร่วมของ 21 สมาคมในภาคปศุสัตว์และประมง ที่ต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการกำหนดนโยบายด้านอาหารสัตว์และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว







