
รัฐสภา ไฟเขียว FTA 2 ฉบับ ไทย-เอฟตา ภูฏาน เปิดประตูการค้ายุโรป-เอเชียใต้
รัฐสภา เห็นชอบ FTA 2 ฉบับ ไทย-เอฟตา และไทย-ภูฏาน เปิดประตูการค้าสู่ภูมิภาคยุโรป-เอเชียใต้ อัปเกรดความตกลงอาเซียน-จีน และ ATIGA ให้ทันสมัย หนุนการทำประมงอย่างยั่งยืนในเวทีโลก
KEY
POINTS
- รัฐสภาให้ความเห็นชอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) 2 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) และภูฏาน
- FTA ไทย-เอฟตา เป็นความตกลงฉบับแรกที่ไทยทำกับกลุ่มประเทศในยุโรป เพื่อขยายโอกาสส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศกำลังซื้อสูง และเป็นประตูสู่การค้ากับสหภาพยุโรป
- FTA ไทย-ภูฏาน จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคเอเชียใต้ โดยทั้งสองฝ่ายจะยกเว้นอากรนำเข้าสินค้าสำคัญทันทีเมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้นำความตกลงทางการค้า 5 ฉบับ เสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยเป็นความตกลงการค้าเสรี (FTA) 2 ฉบับ ได้แก่
- FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association: EFTA หรือ เอฟตา)
- FTA ไทย-ภูฏาน
รวมถึงการยกระดับความตกลงการค้าเสรี 2 ฉบับ ได้แก่ 1) FTA อาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area: ACFTA) และ 2) ตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA)
ส่วนฉบับสุดท้าย คือ พิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง โดยภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบการนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม
FTA ไทย-เอฟตา
สำหรับความตกลงการค้าเสรีกับ EFTA ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดทำ FTA ของไทยเนื่องจากเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยจัดทำกับกลุ่มประเทศในยุโรป EFTA เป็นกลุ่มประเทศที่มีกําลังซื้อสูง และจะยกเว้นภาษีนําเข้าสินค้าจำนวนมากให้กับไทยทันทีเมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้ ทำให้ไทยจะได้ประโยชน์ในการขยายโอกาสส่งออกสินค้าและบริการหลายอย่างที่ไทยมีศักยภาพ
นอกจากนี้ EFTA มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน การค้าการลงทุนกับ EFTA จะช่วยให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยต้องยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเปิดประตูการค้ากับ EU ที่ไทยกำลังเจรจา FTA อยู่ รวมถึงช่วยเตรียมความพร้อมของไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต
FTA ไทย-ภูฏาน
ส่วน FTA ไทย-ภูฏาน ทั้งสองฝ่ายจะยกเว้นอากรนำเข้าทันทีเมื่อความตกลงมีผลใช้บังคับ สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน น้ำผลไม้ ผลไม้อบแห้ง เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่ง สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงวัตถุดิบจากภูฏานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย รวมทั้งขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคเอเชียใต้
ยกระดับความตกลง ACFTA
นางศุภจี เพิ่มเติมว่า ส่วนการยกระดับความตกลง ACFTA เป็นการยกระดับกฎระเบียบและความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้ทันสมัยและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น โดยครอบคลุมการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านพิธีการศุลกากร มาตรฐานสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ
รวมถึงการเพิ่มบทใหม่อีก 5 บท ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริม MSMEs ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้า ลดต้นทุนทางธุรกิจ และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มมูลค่าสินค้าและขยายโอกาสทางการค้าไปยังตลาดโลกได้มากขึ้น
ปรับปรุงความตกลง ATIGA
สำหรับการปรับปรุงความตกลง ATIGA จะมุ่งยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการทางการค้า เพิ่มความโปร่งใสในการกำกับดูแล และจัดทำกลไกแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังเพิ่มความร่วมมือในประเด็นการค้ายุคใหม่ อาทิ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) การรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และการเข้าถึงสินค้าจำเป็นในช่วงวิกฤต
ร่วมวงสมาชิกอุดหนุนประมงภายใต้ WTO
นอกจากนี้ การเข้าเป็นสมาชิกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงภายใต้ WTO ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การห้ามอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการที่ทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน หรือไร้การควบคุม (IUU Fishing) จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม และช่วยสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แก่ชาวประมงและผู้ประกอบการไทย







