
ข้าวไทยพลิกเกม ฟิลิปปินส์-มาเลเซียแห่ซื้อ ดันราคาข้าวขาวพุ่งลุ้นแตะหมื่นบาทต่อตัน
สมาคมส่งออกข้าวไทย เผย พบสัญญาณบวกราคาข้าวขาวพุ่งแตะ 9,500-9,800 บาทต่อตัน อานิสงส์ ‘ฟิลิปปินส์-มาเลเซีย’ แห่สั่งซื้อทดแทนตลาดตะวันออกกลางที่ติดขัดจากสงครามและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ผู้ส่งออกกระอักเจอภาวะขาดทุนชั่วคราวเหตุราคาในประเทศพุ่งเร็วเกินตั้งตัว
KEY
POINTS
- ฟิลิปปินส์และมาเลเซียเร่งนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งช่วยชดเชยตลาดหลักเดิมอย่างอิรักที่ชะลอตัว
- ความต้องการที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาข้าวขาวเปลือก (แห้ง) ในประเทศพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 9,500 บาทต่อตัน และมีแนวโน้มใกล้แตะระดับ 10,000 บาทต่อตัน
- แม้ราคาข้าวที่สูงขึ้นจะเป็นผลดีต่อเกษตรกร แต่ผู้ส่งออกกลับประสบภาวะขาดทุน เนื่องจากต้องซื้อข้าวในราคาที่สูงขึ้นเพื่อส่งมอบตามสัญญาที่ทำไว้ล่วงหน้าในราคาที่ต่ำกว่า
นายโชคชัย เศรษฐีวรรณ รักษาการนายกสมาคมส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ได้เข้ามารับหน้าที่รักษาการแทน นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมฯ เนื่องจากนายเจริญอยู่ระหว่างการพักฟื้นหลังเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกในสมอง ซึ่งผลการผ่าตัดเรียบร้อยดีและคาดว่าจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ในเร็วๆ นี้
นบข. ไฟเขียวงบช่วยเหลือชาวนาตกหล่น
สำหรับการประชุม นบข. ล่าสุด ที่ประชุมมีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือชาวนาในส่วนที่ยังค้างจ่ายเดิม ไร่ละ 1,000 บาท รวมถึงพิจารณาโครงการอื่นๆ อาทิ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2569/70 รวม 5 โครงการ ได้แก่ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 3 ล้านตัน,โครงการสินเชื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร 1.5 ล้านตัน,โครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก 4 ล้านตัน,โครงการดูดซับข้าวเปลือก 3 ล้านตัน และโครงการ ยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวผ่านโครงการ “ข้าวประณีต” 266 กลุ่ม เพื่อประคองรายได้เกษตรกรท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ตลาดเอเชีย-แอฟริกา ส้มหล่นมาแรงทดแทนอิรัก
สถานการณ์ส่งออกข้าวไทยในช่วงนี้ นายโชคชัย ระบุว่าได้รับอานิสงส์สำคัญจากการปรับตัวของตลาดโลก แม้ว่าการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ "อิรัก" ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักปีละกว่า 1 ล้านตัน จะชะลอตัวลงอย่างมากเหลือเพียง 1 แสนตันในช่วง 4 เดือนแรก เนื่องจากปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จากภาวะสงคราม
อย่างไรก็ตาม ตลาดในเอเชียกลับมาขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญเพื่อทดแทนส่วนที่หายไป โดยเฉพาะ ฟิลิปปินส์ ที่มีความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารและปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงมีแนวโน้มนำเข้าข้าวในปีนี้สูงถึง 4 - 4.5 ล้านตัน เช่นเดียวกับ มาเลเซีย ที่เร่งนำเข้าข้าวไทยในช่วงที่ราคาต่ำกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) นำเข้าแล้วถึง 1.8 แสนตัน จากปีที่แล้วทั้งปีอยู่ที่ 2.8 แสนตัน นอกจากนี้ยังมีตลาด แอฟริกาใต้ ที่มียอดนำเข้าสะสมแล้วกว่า 3 แสนตัน
ราคาข้าวพุ่งแตะหมื่นบาท แต่ผู้ส่งออก "สำลัก" ขาดทุน
ปัจจุบันราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ข้าวเปลือกหอมมะลิ ดีดขึ้นมาอยู่ที่ 13,000 บาทต่อตัน ขณะที่ ข้าวขาว (แห้ง) ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9,500 บาทต่อตัน ใกล้แตะระดับ 10,000 บาท จากเดิมที่เคยอยู่เพียง 5,000 - 6,000 บาท
"ราคาข้าวเด้งตัวขึ้นแรงในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนประชุม นบข. ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อเกษตรกร แต่ในมุมผู้ส่งออกกลับกำลังลำบากและเผชิญภาวะขาดทุน เพราะหลายรายทำสัญญาขายล่วงหน้าไว้ตอนราคาต่ำ เช่น ขายไว้ 400 เหรียญฯ แต่ตอนนี้ต้องมาไล่ซื้อข้าวในประเทศที่ราคาพุ่งไปถึง 420 - 440 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งมอบ" นายโชคชัยกล่าว
เป้าส่งออก 7 ล้านตัน และปัจจัยเสี่ยง "ปุ๋ยแพง-เอลนีโญ"
สำหรับเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ สมาคมฯ ยังคงเป้าหมายไว้ที่ 7 ล้านตัน, โดยช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พฤษภาคม) ส่งออกไปได้แล้วประมาณ 2.8 ล้านตัน แม้ปริมาณจะลดลงจากปีก่อน 11% โดยเฉพาะในกลุ่มข้าวหอมมะลิที่ต้องแข่งขันกับข้าวจากกัมพูชาและเวียดนามที่มีราคาถูกกว่า
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมข้าวยังมีความกังวลใน 2 ปัจจัยหลัก คือ 1,ปรากฏการณ์เอลนีโญ แม้น้ำในเขตชลประทานจะยังเพียงพอ แต่พื้นที่นอกเขตชลประทานอย่างภาคอีสานยังต้องลุ้นปริมาณฝน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจปลูกข้าวของชาวนา และ 2.ราคาปุ๋ยพุ่งสูง ปัจจุบันราคาปุ๋ยปรับเพิ่มขึ้น 50% - 70% ซึ่งอาจทำให้ชาวนาลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลง และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลิตผลต่อไร่ (Yield) ที่อาจลดลงในอนาคต







