
“พิมพ์ใจ” ชี้ครึ่งปีหลังเสี่ยงรอบด้าน ดัน MiTเพิ่มจัดซื้อจัดจ้าง SME 2 แสนล้าน
จับตาครึ่งปีหลังอุตสาหกรรมไทยเสี่ยงรอบด้าน “พิมพ์ใจ” ประธานสภาอุตฯ ห่วงซัพพลายเชนสะดุด-ต้นทุนพุ่งจากวิกฤตโลก ชู MiT เป็นเกราะป้องกัน SME ควบคู่เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Intelligent Industry ด้วย AI
KEY
POINTS
- ภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงรอบด้านจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ ต้นทุนพลังงานสูง และสินค้านำเข้าราคาถูก
- สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอให้ผลักดันนโยบาย Made in Thailand (MiT) โดยเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME
- เร่งยกระดับภาคการผลิตด้วยนโยบาย “Intelligent Industry” ผ่านการนำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงาน "ครบรอบ 26 ปี เนชั่นทีวี" (4 มิ.ย. 2569) ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงเวลานี้กำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแรง รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคธุรกิจและภาคการผลิตยังเป็นไปอย่างเปราะบาง
อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 200,000 ล้านบาท ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และช่วยเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการในวงกว้าง
ฉากทัศน์ใหม่เศรษฐกิจไทย
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป นางพิมพ์ใจมองว่า ประเทศจำเป็นต้องมองหา “New Horizon” หรือฉากทัศน์ใหม่ของการเติบโต โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์สมัยใหม่ รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในอนาคต
แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ แต่หากประเทศไทยสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ก็จะสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์การค้าโลก โดยเฉพาะมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกาที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในข่ายถูกตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนมีข้อมูลพร้อมชี้แจงเพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้าและกระบวนการผลิตที่แท้จริง ขณะที่ปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะไทย แต่เป็นโจทย์ร่วมของหลายประเทศที่ต้องหาแนวทางรับมือร่วมกัน
ส่วนความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและส่งผลต่อราคาน้ำมันโลก ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ดัน MiT ต่อลมหายใจเอสเอ็มอี
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนดังกล่าว นโยบาย “Made in Thailand” (MiT) ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการช่วยพยุงภาคธุรกิจไทยและผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ปัจจุบันโครงการ MiT ซึ่งกำหนดให้สินค้าที่ได้รับการรับรองต้องมีสัดส่วนวัตถุดิบหรือการผลิตภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40% ดำเนินการมาแล้ว 6 ปี และสามารถสร้างยอดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้มากกว่าหนึ่งแสนล้านบาท ต่อปีส่งผลให้มีเม็ดเงินไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาท กระจายไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่ม SME
ส.อ.ท.จึงเสนอให้รัฐบาลเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อสินค้า MiT เป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรอง MiT ยังได้รับแต้มต่อด้านราคาประมาณ 5% ในการเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สินค้าไทย
ครึ่งปีหลังเสี่ยง พลังงาน-สินค้าจีนถล่ม
สำหรับภาพรวมภาคอุตสาหกรรม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีแรก นางพิมพ์ใจระบุว่า สถานการณ์ยังไม่สะท้อนผลกระทบที่ชัดเจนนัก เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมยังมีสต็อกสินค้าเหลืออยู่ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มน่าเป็นห่วงมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน ต้นทุนพลังงาน และการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกที่อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสินค้าไทย
นอกจากนี้ ส.อ.ท.ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคการผลิตไทยผ่านนโยบาย “Intelligent Industry” โดยผลักดันการนำ AI ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผลก็ต่อเมื่อภาคธุรกิจมียอดขายและกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจเพียงพอ ดังนั้นการกระตุ้นอุปสงค์ การสนับสนุนสินเชื่อ และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ จึงยังเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเดินหน้าควบคู่กันไปในระยะต่อจากนี้







