thansettakij
thansettakij
‘สุริยะ’ เปิดเกณฑ์ใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน ตั้ง 5 วอร์รูม ฝ่าวิกฤตภาคเกษตร

‘สุริยะ’ เปิดเกณฑ์ใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน ตั้ง 5 วอร์รูม ฝ่าวิกฤตภาคเกษตร

‘สุริยะ’ เปิดเกณฑ์ใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน ตั้ง 5 วอร์รูม ฝ่าวิกฤตภาคเกษตร ชี้แทนการใช้ปัจจัยการผลิตแบบเดิม รองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ซ้ำซ้อน ประเมินผลทางเศรษฐกิจได้จริง

KEY

POINTS

  • กระทรวงเกษตรฯ เตรียมใช้งบเงินกู้ 2 แสนล้านบาท และตั้งคณะทำงาน 5 ชุด (วอร์รูม) เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตภาคการเกษตร
  • เงินกู้จะมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรในระยะยาว ไม่ใช่การเยียวยาระยะสั้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขัน
  • กำหนดหลักเกณฑ์ 5 ข้อในการพิจารณาโครงการที่ขอใช้เงินกู้ เช่น ต้องช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มเปราะบาง ลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง และต้องโปร่งใสตรวจสอบได้

ในจังหวะที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งด้านการค้า และแรงกดดันด้านความมั่นคงทางอาหาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถูกคาดหวังให้เป็นกลไกหลักในการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลเกษตรกรไทย กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขับเคลื่อนนโยบายภาคการเกษตรของไทย ในรัฐบาลอนุทิน 2 ซึ่งในหลายนโยบายเริ่มถูกจับตาทั้งเรื่องความเร็ว และผลลัพธ์ ตั้งแต่แผนฟื้นรายได้เกษตรกร การดูแลราคาสินค้าเกษตร การรับมือกับสินค้านำเข้า รวมถึงการเตรียมขอใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ในส่วนของ 2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเกษตรกรและกลุ่มเปราะบาง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

ตั้ง 5 วอร์รูม ฝ่า 6 วิกฤต สู้โลกเดือด

นายสุริยะ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านการเกษตร ตามนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 6 เรื่อง ประกอบด้วย  1. มาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง 2.บริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ 3. บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและประชาชน 4. บริหารจัดการดินและที่ดิน 5. สร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ และ 6. แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

 

เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 6 ด้าน ล่าสุดได้มีการจัดตั้งคณะทำงาน 5 คณะ  ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านมาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง 2.คณะทำงานบริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ 3. คณะทำงานบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและประชาชน และบริหารจัดการดินและที่ดิน 4. คณะทำงานสร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ และ 5.คณะทำงานแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและ PM2.5 ในการติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

 

เปิดเกณฑ์คัดโครงการใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน

“สำหรับกรอบวงเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลเตรียมนำมาใช้ช่วยเหลือเกษตรกรและภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ผันผวน การดำเนินโครงการภายใต้กรอบเงินกู้ครั้งนี้ จะไม่ใช่เพียงมาตรการเยียวยาระยะสั้น แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรไทย ให้แข่งขันได้ในระยะยาว”

กระทรวงเกษตรฯ จึงกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาโครงการไว้ 5 ประการ ได้แก่ ช่วยเกษตรกรกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย ค่าไฟ ค่าขนส่ง ภัยแล้ง และความผันผวนของตลาด พร้อมช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนและพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นในอนาคต ลดต้นทุนเชิงโครงสร้างของภาคเกษตร เช่น ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ ลดความสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร

พร้อมมุ่งแข่งขันด้วยผลผลิตต่อไร่ ผลผลิตต่อหน่วยน้ำ และต่อหน่วยพลังงาน แทนการเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิตแบบเดิม รองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ซ้ำซ้อน ทุกโครงการต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน แตกต่างจากภารกิจปกติ มีตัวชี้วัดชัดเจน และสามารถประเมินผลทางเศรษฐกิจได้จริง

ทั้งนี้ในการพิจารณาโครงการจะดำเนินการภายใต้กลไกตามพระราชกำหนดกู้เงิน โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณา กลั่นกรอง ติดตาม และรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้เงินกู้เป็นไปอย่างรอบคอบ ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ โครงการทั้งหมดจะต้องดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 และเบิกจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570

“จะใช้โอกาสนี้ ไม่เพียงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงยากลำบาก แต่เพื่อวางรากฐานใหม่ให้ภาคเกษตรไทยมีต้นทุนต่ำลง ผลิตภาพสูงขึ้น รายได้มั่นคงขึ้น และแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ เงินกู้ทุกบาท ต้องไม่ใช่เพียงรายจ่ายเพื่อบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อลดต้นทุนถาวร เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว” นายสุริยะ กล่าวย้ำ

 

ย้ำซื้อข้าวโพดในประเทศก่อน คุมเข้ม GMO

นายสุริยะ  ยังกล่าวถึงเรื่องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกาว่า กระทรวงเกษตรฯมีจุดยืนชัดเจนในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยยึดหลักสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของเกษตรกรไทยกับความมั่นคงด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ ไม่ได้มองเฉพาะมิติของการนำเข้าหรือไม่ให้นำเข้า แต่จะพิจารณาภาพรวมทั้งระบบ ตั้งแต่ปริมาณผลผลิตในประเทศ ช่วงเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาด ระดับราคาภายในประเทศ ต้นทุนอาหารสัตว์ที่กระทบต่อผู้เลี้ยงสัตว์และผู้บริโภค ตลอดจนผลกระทบต่อราคาข้าวโพดของเกษตรกรไทย

หลักสำคัญคือ หากมีการนำเข้าจะต้องไม่เป็นการกดราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย ไม่ให้นำเข้าในช่วงที่ผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดจำนวนมาก และต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้านพืชและอาหารสัตว์อย่างเข้มงวด  ยึดหลักซื้อในประเทศก่อน นำเข้าทีหลัง โดยผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามมาตรการกำกับของภาครัฐ เช่น การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวโพดหรือข้าวสาลีเพื่อผลิตอาหารสัตว์ 1 ส่วน ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และเงื่อนไขที่คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกำหนด มีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ผู้เลี้ยงสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และผู้บริโภค ไม่ให้ฝ่ายใดได้รับผลกระทบมากเกินไป

“ในส่วนของประเด็นข้าวโพดที่มีการตัดต่อทางพันธุกรรม(GMO) หากมีการนำเข้า จะอนุญาตให้นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานอาหารสัตว์เท่านั้น ไม่อนุญาตให้นำไปเพาะพันธุ์ และจะมีระบบกำกับติดตามอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบการผลิตภายในประเทศ” นายสุริยะ กล่าว

 

เร่งปั้นเกษตรแม่นยำ ดันไทยสู่ครัวโลกยุคใหม่

นายสุริยะ ระบุว่า ภาคเกษตรไทยยังเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ มีศักยภาพด้านการผลิตสูงและมีโอกาสเติบโตในตลาดอาหารโลก แต่ปัจจุบันยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน โดยเฉพาะ “ผลิตภาพการผลิต” ที่ยังไม่สูงพอเมื่อเทียบกับต้นทุนและความเสี่ยงที่เกษตรกรต้องรับภาระ ทำให้รายได้สุทธิของเกษตรกรยังไม่มั่นคง

หนึ่งในปัญหาหลัก คือ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าพลังงาน ปุ๋ย น้ำ ค่าแรง และค่าขนส่ง ขณะที่ภาคเกษตรไทยยังพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศจำนวนมาก ส่งผลให้เมื่อราคาตลาดโลกผันผวน เกษตรกรไทยได้รับผลกระทบทันที นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำ ข้อมูล และเทคโนโลยี ยังไม่แม่นยำเพียงพอในการช่วยวางแผนการผลิตและบริหารความเสี่ยง

“ยอมรับว่า สินค้าเกษตรไทยจำนวนมากยังขายในรูปวัตถุดิบ ทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่เต็มศักยภาพ แม้ไทยจะมีความสามารถด้านการผลิต แต่ยังขาดการแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดมูลค่าสูง ขณะเดียวกัน เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากยังเข้าถึงเทคโนโลยี เงินทุน เครื่องจักรกล และตลาดสมัยใหม่ได้ไม่เท่าเทียม ทำให้เกิดช่องว่างด้านการแข่งขัน”

 กระทรวงจึงเตรียมเร่งปฏิรูปภาคเกษตรไทยครั้งใหญ่ โดยมุ่งเพิ่มผลิตภาพต่อไร่ ลดต้นทุนด้านพลังงาน ปุ๋ย น้ำ และโลจิสติกส์ พร้อมนำข้อมูล เทคโนโลยี และระบบพยากรณ์มาใช้ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น รวมถึงผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทำให้สินค้าเกษตรไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัย และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,203 วันที่ 24 - 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569