
บิ๊ก กยท. ชี้สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ ทุบราคายางแผ่นร่วง 1.79 บาทต่อกิโลกรัม
พิษสงคราม กระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำราคายางใประเทศลดลงเล็กน้อย แต่ยังประคองตัวได้ที่ 71 บาท /กก. กยท.เตรียมระบายสต็อกยางในมือ 5 หมื่นตันให้หมดภายในเดือนนี้ เพื่อรองรับผลผลิตใหม่ที่จะออกสู่ตลาดช่วงกลางเดือนพฤษภาคม มั่นใจภาพรวมยังทำกำไร
KEY
POINTS
- สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเชิงลบ ทำให้ราคายางแผ่นรมควันปรับตัวลดลงประมาณ 1.79 บาทต่อกิโลกรัม
- สาเหตุหลักมาจากปัญหาการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสร้างความกังวลด้านปริมาณน้ำมันและกระทบต่อสายการผลิต ทำให้ผู้ซื้อชะลอการตุนวัตถุดิบ
- ราคายางแผ่นรมควัน ณ วันที่ 5 มีนาคม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 70.50-71.56 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 72.29 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม
นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ราคายางพาราในปัจจุบันว่า สงครามไม่ได้เป็นปัจจัยดันราคายางให้สูงขึ้น แต่กลับทำให้ราคาย่อตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากปัญหาการปิดกั้นเส้นทางขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งถูกใช้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสูงถึงราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณการใช้น้ำมันและของเหลวปิโตรเลียมอื่นๆ ทั่วโลก
ทำให้เกิดความกังวลเรื่องปริมาณน้ำมันและส่งผลกระทบต่อสายการผลิต ส่งผลให้ผู้ซื้อไม่ตุนวัตถุดิบเข้าโรงงานมากนัก ราคายางพาราจึงปรับลดลงมาจากวันที่ 2 มีนาคม 2569 ราคายางแผ่มรมควัน ราคา 72.29 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้ (5 มีนาคม 2569) ราคาประมูลขายจริงอยู่ที่ 70.50-71.56 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนต่างหายไป 1.75 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ ผลการประมูล ยางแผ่นรมควันชั้น 3 วันที่ 5 มีนาคม 2569 พบว่าราคายางในตลาดภาคใต้ปรับตัวทรงตัวถึงขยับขึ้นเล็กน้อย โดยมีเอกชนรายใหญ่เข้าร่วมแข่งขันเสนอราคาอย่างคึกคัก ขณะที่บางตลาดราคาขยับเพิ่มเพียงเล็กน้อยจากรอบก่อนหน้านี้
โดยในส่วนของตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูลที่ราคา 70.89 บาทต่อกิโลกรัม ปรับเพิ่มขึ้น 0.01 บาท จากรอบก่อนหน้า ส่วนอันดับสองเป็น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เสนอราคาที่ 70.50 บาทต่อกิโลกรัม
ขณะที่ ตลาดกลางยางพาราจังหวัดนครศรีธรรมราช ผลการประมูลออกมาในทิศทางเดียวกัน โดย ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ยังคงชนะการประมูลที่ราคา 70.89 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 0.01 บาท เช่นเดียวกัน และ การยางแห่งประเทศไทย เป็นผู้เสนอราคามือรองที่ 70.50 บาทต่อกิโลกรัม
ด้าน ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสุราษฎร์ธานี ราคาประมูลขยับขึ้นเด่นกว่าตลาดอื่น โดย บริษัท เพียรประดิษฐ์รับเบอร์ จำกัด คว้าชัยชนะในการประมูลที่ราคา 71.56 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 0.68 บาท จากรอบก่อนหน้า ขณะที่อันดับสองเป็น ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เสนอราคาที่ 70.89 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ ภาพรวมราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในตลาดกลางภาคใต้ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 70–71 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนการแข่งขันรับซื้อของผู้ประกอบการ แม้ตลาดโลกยังเผชิญปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจและความผันผวนของอุปสงค์ในบางภูมิภาค.
อย่างไรก็ตาม ราคายางแผ่นรมควันล่าสุดยังสามารถดีดกลับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 71 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงเดียวกันเดือนมีนาคมปีที่แล้ว กลับมาดีดราคาขึ้นใหม่ 20 บาทแล้ว จากที่เคยร่วงไปในช่วงที่โดนัลด์เคยประกาศเก็บภาษี สินค้าไทย ที่ 37% ในช่วงแรก หากไม่มีสถานการณ์สงครามเข้ามาแทรกแซง ราคายางมีโอกาสพุ่งสูงถึง 80 บาทต่อกิโลกรัม แต่เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในช่วงปิดกรีด (เดือนมีนาคม) ใบยางร่วงและผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย จึงยังช่วยประคับประคองระดับราคาให้เกษตรกรยอมรับได้
สำหรับการบริหารจัดการสต็อกยาง กยท. มีแผนที่จะระบายสต็อกยางทั้งหมดประมาณ 50,000 ตัน แบ่งเป็นยางจากโครงการชะลอการขายยางและโครงการสร้างเสถียรภาพประมาณ 30,000 ตัน และยางในส่วนของสหกรณ์การเกษตรอีกประมาณ 20,000 ตัน โดยตั้งเป้าจะระบายให้หมดภายในเดือนนี้ เพื่อล้างสต็อกให้ว่างก่อนที่ผลผลิตใหม่จะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเปิดกรีดรอบใหม่กลางเดือนพฤษภาคม
“เรากำชับให้สหกรณ์ขายยางออกไปในช่วงที่ราคาดีดตัวขึ้นนี้ เพื่อทำกำไรระยะสั้นและไม่ให้มีการกักตุนหรือเก็งกำไร โดยต้องการให้ไม่มีสต็อกยางค้างอยู่ในมือทั้งของสถาบันเกษตรกรและ กยท. เลย” นายโกศลกล่าว
ในด้านผลประกอบการ กยท. มั่นใจว่าการระบายสต็อกในครั้งนี้จะสร้างกำไร แม้จะต้องนำไปหักลบกับส่วนต่างที่เคยขาดทุนจากโครงการชะลอการขายยางในบางส่วน แต่ภาพรวมยังถือว่ามีกำไร โดยการขายยางล็อตเล็กประมาณ 3,000-4,000 ตันที่ผ่านมา สามารถทำกำไรได้ถึง 10-30 ล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลขกำไรสุทธิที่ชัดเจนจะมีการสรุปอีกครั้งในช่วงสิ้นเดือน
นอกจากนี้ กยท. มีกำหนดการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานและสถานการณ์ยางพาราอย่างใกล้ชิดต่อไป
นายโกศล กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา–อิสราเอล กับอิหร่าน ณ วันที่ 5 มีนาคม 2569 กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก รวมถึง ตลาดยางพารา โดยมีลักษณะเป็น ผลกระทบสองด้าน (Mixed Impact) ทั้งในมิติที่หนุนราคาและกดดันราคาในบางช่วง ปัจจัยสำคัญมาจาก ราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเกิดความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) โดยเฉพาะการขัดขวางเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการส่งออกน้ำมันโลกกว่า 20–25% ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อภาวะ Supply Disruptionในช่วงแรกของความตึงเครียด ราคาน้ำมัน Brent Crude ปรับตัวขึ้นแรงราว 10–13% ก่อนจะทรงตัวในระดับสูงประมาณ 78–84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่ออุตสาหกรรมยางทั้งระบบ
ผลกระทบต่อ “ยางพาราโลก”
ผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ต่อ ยางพาราธรรมชาติ (Natural Rubber) สามารถแบ่งได้เป็น 2 ด้านหลัก
1.ปัจจัยบวก หนุนราคายาง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะอุตสาหกรรมยางสังเคราะห์ต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก เมื่อราคายางสังเคราะห์แพงขึ้น ผู้ผลิตยางในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ยาง มีแนวโน้ม หันมาใช้ยางธรรมชาติทดแทนมากขึ้น ทำให้ความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลกเพิ่มขึ้น
"นักวิเคราะห์ตลาดยางในเอเชียประเมินว่า หากราคาน้ำมันยังทรงตัวสูง อาจทำให้ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) และ ยางแท่ง TSR20 มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยบางสำนักคาดว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคายางในไทยอาจมีโอกาส ทะลุระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัม ได้ นอกจากนี้ ตลาดยางโลกยังได้รับแรงหนุนจาก ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปทาน เนื่องจากตลาดยางอยู่ในภาวะ อุปทานขาดดุลต่อเนื่อง 5–6 ปี โดยปริมาณการผลิตต่ำกว่าการบริโภคราว 400,000–700,000 ตันต่อปี ประกอบกับช่วงต้นปีเป็นช่วง ฤดูผลัดใบ (Wintering) ของต้นยางในหลายประเทศผู้ผลิตหลัก เช่น ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ทำให้ปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง ยิ่งช่วยหนุนราคายางในตลาดโลก"
2. ปัจจัยลบ กดดันราคาในบางช่วง
แม้ว่าราคาน้ำมันสูงจะเป็นปัจจัยบวกต่อยางธรรมชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อาจส่งผลให้ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเงินเฟ้อสูงขึ้น เมื่อเศรษฐกิจชะลอ ความต้องการสินค้าจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมยางอาจลดลง โดยเฉพาะในประเทศผู้บริโภคหลัก เช่น จีน อินเดีย และยุโรป ซึ่งอาจกดดันราคายางในบางช่วง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามยังทำให้เกิดภาวะ Risk-off ในตลาดการเงิน ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเทขายสัญญายางล่วงหน้า ทำให้ราคาในตลาดโลกผันผวน
ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ราคายางในตลาดโลกปรับตัวลดลงประมาณ 2.26% มาอยู่ที่ราว 198.70 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัม หลังมีข่าวว่าราคาน้ำมันเริ่มย่อตัวชั่วคราวจากความหวังในการเจรจาทางการทูต อีกปัจจัยหนึ่งคือ ปัญหาการขนส่งทางทะเล ซึ่งได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ ค่าระวางเรือพุ่งขึ้นราว 50–140% ทำให้ต้นทุนการส่งออกยางเพิ่มขึ้น และอาจทำให้การส่งออกยางจากไทยไปตลาดสำคัญ เช่น จีนและยุโรปชะลอตัวในระยะสั้น
ราคายางพาราล่าสุด (ต้นมีนาคม 2569) ข้อมูลตลาดยางโลกช่วงต้นเดือนมีนาคม พบว่า ราคายาง Benchmark โลก อยู่ที่ประมาณ 198.70 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัม ลดลงเล็กน้อยในระยะสั้น แต่เพิ่มขึ้น 4.63% เมื่อเทียบรายเดือน
ตลาด SICOM สิงคโปร์
- RSS3 อยู่ที่ประมาณ 196–198 เซนต์/กก.
- TSR20 อยู่ที่ประมาณ 200 เซนต์/กก.
ตลาด TOCOM ญี่ปุ่น อยู่ที่ประมาณ 360–370 เยน/กก.
ตลาด SHFE เซี่ยงไฮ้ อยู่ที่ราว 16,000–17,000 หยวน/ตัน
สำหรับ ตลาดยางในประเทศไทย
- ยางแผ่นรมควัน RSS3 อยู่ที่ประมาณ 78–82 บาท/กก.
- ยางแท่ง STR20 อยู่ที่ประมาณ 70–75 บาท/กก.
- ยางก้อนถ้วยเคลื่อนไหวตามตลาดโลก แต่ราคาต่ำกว่ายางแผ่น
แนวโน้มตลาดยางไทย
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก แนวโน้มตลาดมีทิศทางดังนี้
ระยะสั้น (1–4 สัปดาห์)
ราคายางมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น หากราคาน้ำมันทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ เนื่องจากความต้องการใช้ยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์จะเพิ่มขึ้น
ระยะกลางถึงระยะยาว
หากสงครามยืดเยื้อหลายเดือน อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและความต้องการรถยนต์ลดลง ซึ่งจะกดดันราคายางให้ผันผวน แม้ปัจจัยด้านอุปทานที่ขาดดุลยังช่วยพยุงราคาไม่ให้ปรับตัวลงแรง สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องจับตา ต้นทุนขนส่งและค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางและยุโรป ต้นทุนการผลิตในประเทศ เช่น ปุ๋ย เครื่องจักร และพลังงาน
โดยภาพรวมมองว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มหนุนราคายางพาราไทยมากกว่ากดดัน เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ความต้องการยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมี ความผันผวนสูง และจำเป็นต้องติดตามทั้ง ทิศทางราคาน้ำมันโลก สถานการณ์สงคราม และภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด

