
“ปิยะรัฐชย์” ปลุกเชียงราย! ดัน “ห้วยก้างปลาโมเดล” ปลูกผักอินทรีย์ รายได้พุ่ง 3 เท่า
“ปิยะรัฐชย์” ชู “ห้วยก้างปลาโมเดล” หนุนชุมชนพื้นที่สูงเชียงราย ปลูกผักอินทรีย์สร้างรายได้พุ่ง 3 เท่า ใช้พื้นที่น้อย
KEY
POINTS
- โครงการ "ห้วยก้างปลาโมเดล" ที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกผักอินทรีย์ในโรงเรือนเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทำกินจำกัด
- ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 25,000 บาท เป็น 76,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า
- มีการรวมกลุ่มเป็น "วิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำจัน" เพื่อบริหารจัดการด้านการตลาดและสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรอินทรีย์ "โอบดอย ออร์แกนิค"
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงห้วยก้างปลา อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ว่า พื้นที่ห้วยก้างปลาเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาพื้นที่สูงที่สามารถต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีข้อจำกัดทั้งเรื่องพื้นที่ทำกินและสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน โดยโครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ผ่านการปลูกพืชทางเลือกที่ใช้พื้นที่น้อยแต่สร้างรายได้สูง ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
"โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงห้วยก้างปลา ครอบคลุมพื้นที่ 9 หมู่บ้าน ใน ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย มีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ และคนเมือง โดยชุมชนส่วนใหญ่มีพื้นที่ถือครองที่ดินเฉลี่ยเพียง 2–5 ไร่ต่อครัวเรือน และยังมีประชาชนกว่า 278 ครัวเรือนไม่มีที่ดินทำกิน ส่งผลให้ในอดีตชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยเพียง 25,000 บาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน"
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดย สวพส. ได้นำองค์ความรู้ตามแนวทางโครงการหลวงเข้ามาปรับใช้ ผ่านการส่งเสริม “เกษตรประณีต” และการปลูกผักในโรงเรือนระบบปลอดภัยและระบบอินทรีย์ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทำกินจำกัด โดยปัจจุบันมีการส่งเสริมอาชีพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับเกษตรกรในพื้นที่จำนวน 402 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 532 ไร่ รวม 48 ฟาร์ม และ 77 โรงเรือน พร้อมผลักดันการรวมกลุ่มเกษตรกรภายใต้ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำจัน” เพื่อช่วยบริหารจัดการด้านการตลาดและสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรของชุมชนภายใต้ชื่อ “โอบดอย ออร์แกนิค”
จากการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 76,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำจันสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผักอินทรีย์ได้ประมาณ 2.4 ล้านบาทต่อปี และกลายเป็นต้นแบบการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าให้กับชุมชนบนพื้นที่สูงอื่น ๆ ในจังหวัดเชียงราย
“สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ชาวบ้านหลายครอบครัวสามารถเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มาเป็นการทำเกษตรที่สร้างรายได้ดีขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าถ้ามีองค์ความรู้ มีตลาดรองรับ และมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง ก็สามารถช่วยให้คนในชุมชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดแบบนี้ในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป” นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าว






