thansettakij
thansettakij
เปิดชื่อ  44 ผู้บริหาร ส.อ.ท.ชุดใหม่ ทุนใหญ่คุมทิศอุตฯ จี้ช่วยสภาพคล่อง SME

เปิดชื่อ 44 ผู้บริหาร ส.อ.ท.ชุดใหม่ ทุนใหญ่คุมทิศอุตฯ จี้ช่วยสภาพคล่อง SME

07 พ.ค. 69 | 09:25 น.
อัปเดตล่าสุด :07 พ.ค. 69 | 09:27 น.

เปิดโผคณะผู้บริหารสภาอุตฯ 44 ตำแหน่งชุดใหม่ ภายใต้การนำของ “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” วงในสะท้อนบทบาททุนใหญ่ในโครงสร้างกุมบังเหียน ฝากโจทย์เร่งด่วนให้เร่งแก้ปัญหาสภาพคล่อง ต้นทุนพุ่ง สินค้าจีนทะลักกดดันหนัก SME

KEY

POINTS

  • ส.อ.ท. แต่งตั้งคณะผู้บริหารชุดใหม่ 44 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากกลุ่มทุนและบริษัทขนาดใหญ่ที่จะเข้ามามีบทบาทกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม
  • ผู้ประกอบการ SME กังวลว่าเสียงของธุรกิจรายย่อยอาจถูกลดความสำคัญลง เนื่องจากมีความต้องการและปัญหาที่แตกต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่
  • มีการเรียกร้องให้คณะผู้บริหารชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาเร่งด่วนให้ SME โดยเฉพาะการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องทางการเงิน และการรับมือกับสินค้านำเข้าราคาถูก

หลัง นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนใหม่ ลงนามแต่งตั้งคณะผู้บริหาร ส.อ.ท.ชุดใหม่ ครอบคลุมรองประธาน กรรมการกำกับสายงาน สถาบันภายใต้สังกัด นายทะเบียน เลขาธิการ และตำแหน่งสำคัญรวม 44 ตำแหน่ง สมาชิก ส.อ.ท.ได้เริ่มจับตาทิศทางการทำงานขององค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่แห่งนี้ว่าจะเดินไปในทิศทางใด โดยเฉพาะบทบาทในการดูแลผู้ประกอบการ SME ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนสูง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า

แหล่งข่าวจาก ส.อ.ท. ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงสร้างผู้บริหารชุดใหม่สะท้อนภาพการเข้ามามีบทบาทของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ทั้งกลุ่มธุรกิจพลังงาน วัสดุก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และสินค้าอุตสาหกรรมรายใหญ่หลายแห่ง

“รายชื่อส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารจากบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทมหาชน  รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมสายไฟ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน ซึ่งสะท้อนว่าทุนขนาดใหญ่จะเข้ามามีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางนโยบายของ ส.อ.ท.มากขึ้น”

**เปิดรายชื่อคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. วาระปี 2569-2571

ทั้งนี้ มองว่าการมีผู้บริหารจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนองค์กร ถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันนโยบายระดับประเทศและสร้างเครือข่ายการลงทุนใหม่ ๆ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ส.อ.ท.จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้ประกอบการรายใหญ่กับ SME ซึ่งเป็นฐานสำคัญของภาคการผลิตไทย

“สิ่งที่ SME กังวลคือเสียงของผู้ประกอบการรายเล็กอาจถูกลดความสำคัญลง เพราะธรรมชาติของบริษัทใหญ่กับ SME มีโจทย์และความต้องการที่ต่างกัน ดังนั้นผู้บริหารชุดใหม่จึงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบายต่าง ๆ จะกระจายประโยชน์ไปถึงผู้ประกอบการฐานรากได้จริง”

สำหรับนโยบาย “5I” ที่ประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ได้ประกาศวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย Intelligent Industry, Innovation & Creative Industry, International Alliance & Network, Industrial Infrastructure Reform และ Inclusive & Sustainable Growth นั้น มองว่า ถือเป็นแนวทางที่ดีในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการเข้าถึงของ SME กว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ

“แนวคิดเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงตลาดโลกเป็นเรื่องจำเป็น แต่ SME จำนวนมากตอนนี้ยังติดอยู่กับปัญหาพื้นฐาน ทั้งเงินทุน ต้นทุนการผลิต และการแข่งขันที่รุนแรง หากไม่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โอกาสเข้าถึงนโยบายใหม่ ๆ ก็อาจยังจำกัด”

แหล่งข่าวจาก ส.อ.ท.ระบุว่า ปัญหาเร่งด่วนที่สุดของ SME ไทยในเวลานี้มี 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ปัญหาสภาพคล่อง ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และการไหลทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน ในประเด็นสภาพคล่อง แม้ภาครัฐจะมีมาตรการสินเชื่อวงเงิน 50,000 ล้านบาทออกมาช่วยเหลือ แต่ในทางปฏิบัติ SME จำนวนมากยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เพราะสถาบันการเงินยังเน้นปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการที่มีฐานะการเงินแข็งแรง

“SME ที่เดือดร้อนจริง ๆ กลับเป็นกลุ่มที่เข้าถึงเงินทุนได้ยากที่สุด เพราะธนาคารมองความเสี่ยงสูง ขณะที่ต้นทุนดำเนินธุรกิจก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าแรง ค่าไฟ และราคาวัตถุดิบ”

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูก โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยจำนวนไม่น้อยไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ตามต้นทุนจริง

“ผู้ประกอบการไทยกำลังถูกบีบทั้งต้นทุนและราคา หลายอุตสาหกรรมต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า จึงอยากเห็น ส.อ.ท.เข้าไปมีบทบาทผลักดันมาตรการปกป้องผู้ผลิตในประเทศอย่างเหมาะสม ทั้งเรื่องภาษี มาตรฐานสินค้า และการตรวจสอบสินค้าทุ่มตลาด”

แหล่งข่าวจาก ส.อ.ท.ยังสะท้อนว่า ในอนาคตองค์กรภาคเอกชนอย่าง ส.อ.ท.ควรมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยผู้ประกอบการไทยขยายตลาดส่งออกและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังปรับฐานการผลิตออกจากจีนมายังอาเซียน

“วันนี้โลกการค้าเปลี่ยนเร็วมาก ทั้งสงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ หาก ส.อ.ท.สามารถใช้ศักยภาพของบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาช่วยเปิดตลาด สร้างเครือข่าย หรือถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ SME ได้จริง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

พร้อมกันนี้ ยังเสนอว่า การทำงานของผู้บริหารชุดใหม่ควรให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกกลุ่ม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมโดยรวม

นอกจากนี้สิ่งที่ผู้ประกอบการอยากเห็น คือ ส.อ.ท.เป็นองค์กรกลางที่สะท้อนเสียงของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ