
ชาวนาค้านแจก “ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภัณฑ์” งบ 6 พันล้าน ชี้ไม่ตอบโจทย์
สมาคมชาวนาค้านแจก"ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภัณฑ์" งบกว่า 6 พันล้าน เผยเสียงสะท้อนจากสมาชิกทั่วประเทศ ชี้ “ปุ๋ยเคมี” ยังจำเป็นต่อการผลิตเพราะเห็นผลเร็ว ขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ควรเป็นเพียงทางเลือก เสนอรัฐสำรวจดีมานด์ก่อนใช้งบ หวั่นซ้ำรอยนโยบายอดีตไม่ตรงจุด
KEY
POINTS
- สมาคมชาวนาแห่งประเทศไทยคัดค้านนโยบายรัฐบาลใช้งบ 6 พันล้านบาท เพื่อแจกปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์
- ชี้ว่านโยบายไม่ตอบโจทย์ชาวนาส่วนใหญ่ที่ยังนิยมใช้ปุ๋ยเคมีซึ่งให้ผลผลิตรวดเร็วและชัดเจนกว่า
- เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดหาปุ๋ยเคมีในราคาที่เกษตรกรเข้าถึงได้ และเสนอให้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นทางเลือกเสริม ไม่ใช่การบังคับใช้
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากกรณีที่รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะของบกลาง 6,000 ล้านบาท เพื่อซื้อปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์แจกเกษตรกรฟรี ในเรื่องนี้ทางสมาคมฯได้รับเสียงสะท้อนจากชาวนาทั่วประเทศ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงนิยมใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก เพราะสามารถตอบสนองต่อการเจริญเติบโตของพืชได้รวดเร็วและเห็นผลชัดเจนทันต่อรอบการผลิต โดยเฉพาะในภาวะต้นทุนสูงและความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ สมาคมฯ ระบุว่า ปุ๋ยอินทรีย์ควรถูกกำหนดให้เป็น “ทางเลือก” มากกว่าการผลักดันให้ใช้เป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการออกฤทธิ์และปริมาณธาตุอาหารที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในระยะสั้น พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งจัดหาปุ๋ยเคมีให้เพียงพอ มีราคาที่เกษตรกรเข้าถึงได้ และกระจายสินค้าอย่างทั่วถึงตามพื้นที่เพาะปลูก
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความต้องการใช้จริงของชาวนาอย่างเป็นระบบ เพื่อกำหนดสัดส่วนการสนับสนุนระหว่างปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการผลิตในแต่ละพื้นที่ ป้องกันการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า หรือการดำเนินนโยบายแบบ “ยัดเยียด” ที่ไม่ตอบโจทย์เกษตรกร
นายปราโมทย์ กล่าวเตือนว่า ในอดีตเคยมีบทเรียนจากโครงการสนับสนุนด้านการเกษตรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริงของชาวนา ส่งผลให้เกิดความสูญเปล่าทางงบประมาณ ดังนั้นการกำหนดนโยบายในระยะต่อไปควรยึดเสียงของเกษตรกรเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง แม้ว่าปุ๋ยเคมีแพงแค่ไหนเกษตรกรก็ซื้อ เพราะคุ้มค่ามากกว่าในระยะการปลูก 3 เดือนเศษที่จะต้องเห็นผลเร็ว
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าดินยังต้องการอินทรียวัตถุ เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ในระยะยาว จึงควรส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กับปุ๋ยเคมีในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลทั้งด้านผลผลิตและความยั่งยืนของภาคเกษตรไทยในอนาคต







