
ไทยขาดดุลจีนส่อพุ่งกระฉูด ตลาดสหรัฐยังรุ่ง ตะวันออกกลางหดทั้งปี
ผู้เชี่ยวชาญชี้ไตรมาสแรกส่งออกไทยพุ่งแรง แต่โครงสร้างการค้าบิดเบี้ยว นำเข้าสินค้าจากจีนขยายตัวไม่หยุด ฉุดดุลการค้าติดลบหนัก “ดร.อัทธ์” ชี้ครึ่งปีหลังเสี่ยงแผ่ว จีนถล่มตลาด สหรัฐตั้งกำแพงภาษี ตะวันออกกลางชะงัก คาดตัวเลขทั้งปีส่งออกไทยโตได้ 2-3%
KEY
POINTS
- การค้าไทย-จีนมีแนวโน้มขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอดทั้งปี โดยไตรมาสแรกขาดดุลแล้ว 6.7 แสนล้านบาท จากการที่จีนระบายสินค้าและการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น
- ตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกหลักที่เติบโตดี โดยไตรมาสแรกไทยเกินดุลการค้าสูงถึง 5.2 แสนล้านบาท แต่มีความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าในช่วงครึ่งปีหลัง
- การส่งออกไปตะวันออกกลางคาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องทั้งปี โดยไตรมาสแรกลดลงแล้ว 20% ผลจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบเส้นทางและต้นทุนการขนส่ง
รองศาสตราจารย์ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมการค้าไทยไตรมาสแรกปี 2569 แม้เติบโตสูงถึง 17% และเดือนมีนาคมพุ่ง 18% แต่เป็นการเติบโตที่มีความเปราะบาง โดยมีแรงหนุนหลักจากเงินบาทอ่อนค่าราว 6% การเร่งนำเข้าของสหรัฐเพื่อหลบความเสี่ยงภาษี และกระแส “China Plus One” ที่จีนย้ายฐานการผลิตมายังไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่า ส่งผลให้ไทยยังขาดดุลการค้าประมาณ 9,476 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(3.36 แสนล้านบาท)
สำหรับทิศทางรายคู่ค้า “จีน” ดร.อัทธ์ระบุว่า ไทยจะขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่องทั้งปี หลังไตรมาสแรกขาดดุลสูงถึง 6.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% โดยมีปัจจัยหลักจากการที่จีนระบายสินค้าสู่เอเชียมากขึ้น หลังเผชิญข้อจำกัดในตลาดสหรัฐ ประกอบกับการลงทุนของจีนในไทยที่เพิ่มขึ้น ทำให้การนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบขยายตัว รวมถึงการรุกของสินค้าออนไลน์ราคาถูก ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเหล็กและยางที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 30% แนวโน้มทั้งปี 2569 การขาดดุลการค้าจีนมีโอกาสทะลุระดับ 2.2 ล้านล้านบาทของปีก่อน
ด้าน สหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการส่งออกไทย โดยช่วง 3 เดือนแรก มูลค่าการค้ารวม 869,697 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.37% ไทยส่งออก 695,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.03% และนำเข้า 174,574 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.48% ส่งผลให้ไทยเกินดุลสูงถึง 520,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43%
อย่างไรก็ตาม ดร.อัทธ์เตือนว่า แม้ระยะสั้นการส่งออกของไทยไปสหรัฐยังเติบโตดี แต่ครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงสูงจากมาตรการการค้าสหรัฐ โดยเฉพาะมาตรา 301 และ 232 ที่อาจกระทบสินค้าไทยในกลุ่มเครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งมีความเสี่ยงถูกตรวจสอบเรื่องการใช้ไทยเป็นทางผ่าน หากถูกปรับขึ้นภาษีจะกระทบต่อการส่งออกทันที
ขณะที่ ตะวันออกกลาง (15 ประเทศ) ดร.อัทธ์ประเมินว่า ทิศทางจะติดลบต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกการส่งออกไทยไปตะวันออกกลางลดลงถึง 20% เหลือ 87,459 ล้านบาท ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 11.75% เป็น 304,470 ล้านบาท ส่งผลให้ขาดดุลการค้าสูงถึง 217,411 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความตึงเครียด ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นและการขนส่งติดขัด แนวโน้มทั้งปีคาดว่าส่งออกไทยไปตะวันออกกลางจะลดต่ำกว่า 4 แสนล้านบาทจากที่ทำได้ในปีที่ผ่านมา
ดร.อัทธ์ระบุว่า แนวโน้มครึ่งปีแรกต่อเนื่องครึ่งปีหลัง การส่งออกไทยในภาพรวมจะเริ่มชะลอตัวจากแรงส่งต้นปีที่ลดลง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทั้งมาตรการกีดกันทางการค้า ค่าเงินบาทผันผวน และต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นจาก War Premium โดยเฉพาะหากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้แก่ ฉากทัศน์ คลี่คลายโอกาสความเป็นไปได้ 20% ฉากทัศน์ยืดเยื้อ 50% และฉากทัศน์รุนแรง 30% ซึ่งกรณีหลังจะกระทบการค้าโลกอย่างหนัก ทั้งราคาพลังงานและค่าขนส่ง และจะซ้ำเติมการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี
“ภาพรวมทั้งปี 2569 การส่งออกไทยจะขยายตัวเพียง 2-3% เท่านั้น จากปีก่อนที่โต 12.9% สะท้อนว่าการค้าไทยกำลังเข้าสู่ช่วงชะลอตัวภายใต้แรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะจีนที่เป็นตัวถ่วง สหรัฐที่มีความเสี่ยงด้านนโยบาย และตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์” ดร.อัทธ์ กล่าว







