
อุตสาหกรรมนมไทยวิกฤตซ้อน ขาดบรรจุภัณฑ์ ดันน้ำนมล้นหนักทั่วประเทศ
อุตสาหกรรมนม เผชิญวิกฤตสองเด้ง สงครามเสี่ยงขาดเม็ดพลาสติก ดันน้ำนมล้น 1,000 ตัน/วัน ขณะเกษตรกรจับตาเงินกู้ อ.ส.ครอบใหม่. 600 ล้าน ลั่นต้องนำมาชำระค่าน้ำนมดิบทันที พร้อมเร่งล้างหนี้ อ.ส.ค. 1,200 ล้าน ด้านมิลค์บอร์ด บังคับเอกชน-สหกรณ์ ส่งนม UHTภายใน 30 วันแรก เปิดภาคเรียน
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้เกิดความเสี่ยงขาดแคลนเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตบรรจุภัณฑ์นม
- ปัญหาการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์อาจทำให้โรงงานแปรรูปนมต้องลดกำลังการผลิตลง ส่งผลให้ไม่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้ตามปกติ
- วิกฤตดังกล่าวจะซ้ำเติมปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดให้รุนแรงขึ้น โดยคาดว่าจะมีปริมาณน้ำนมล้นเพิ่มขึ้นอีกราว 1,000 ตันต่อวัน กระทบเกษตรกรโคนมโดยตรง
ผลกระทบความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ที่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีโลก ภาคอุตสาหกรรมโคนมไทยกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังมีการประเมินว่าปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตบรรจุภัณฑ์นม อาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่กระทบต่อทั้งผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ มิลค์บอร์ด เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์พลาสติกคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์นม โดยเฉพาะขวดพลาสติกสำหรับบรรจุนมพาสเจอร์ไรส์ ซึ่งผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์หลายแห่งมีสต็อกเม็ดพลาสติกเพียงพอรองรับการผลิตได้ถึงช่วงเดือนเมษายนนี้เท่านั้น หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบปิโตรเคมี อาจทำให้ไทยเผชิญภาวะบรรจุภัณฑ์ขาดแคลนในวงกว้าง
ทั้งนี้ผลกระทบดังกล่าวอาจลุกลามไปสู่ความสามารถในการรับซื้อน้ำนมดิบของโรงงานอุตสาหกรรมนม ซึ่งอาจลดกำลังการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ และนำไปสู่ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีกราว 1,000 ตันต่อวัน ซ้ำเติมภาวะเปราะบางของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่กำลังเผชิญต้นทุนการผลิตสูงอยู่แล้ว
ในที่ประชุมได้เสนอให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมควรเร่งหารือร่วมกับผู้ผลิตเครื่องจักรและผู้พัฒนาระบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อหาแนวทางปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทางเลือกในระยะสั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตสงคราม
แหล่งข่าว ยังกล่าวถึง การเร่งแก้ปัญหาสต็อกนมยูเอชทีตรานมโรงเรียนที่ผลิตโดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และผู้ประกอบการในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ ให้ส่งมอบนมแก่โรงเรียนภายใน 30 วันแรกของการเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2569
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนได้ดื่มนมตั้งแต่วันแรกของการเปิดเทอม โดยกำหนดวันเปิดภาคเรียนหลักในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ขณะที่บางโรงเรียนจะเริ่มเรียนตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ เตรียมจัดกิจกรรม Kick Off ส่งมอบนมโรงเรียนอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี
ด้านนายธีระชัย เกรียงไกรเวคิน ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด เปิดเผยว่า เงินกู้ของ อ.ส.ค. ทั้ง 3 รอบ รวม 1,200 ล้านบาท ถูกใช้ไม่ตรงตามเป้าหมายชำระหนี้เกษตรกรอย่างครบถ้วน โดยรอบแรก 200 ล้านบาท นำมาจ่ายหนี้เพียงครึ่งเดียว ขณะที่รอบสอง 400 ล้านบาท ยังไม่ถึงมือเกษตรกร หลังผู้บริหารอ้างจำเป็นต้องนำไปจ่ายค่ากล่องบรรจุนม เพื่อไม่ให้การผลิตหยุดชะงักและกระทบการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรย้ำชัดว่า หากการกู้เงินรอบที่ 3 จำนวน 600 ล้านบาท หากยังไม่นำมาใช้ชำระหนี้ตามวัตถุประสงค์เดิม จะดำเนินการฟ้องร้องทันที พร้อมประกาศไม่ยอมให้เบี่ยงเบนนำงบไปใช้ด้านอื่นอีกต่อไป เพราะถือเป็นสิทธิ์ที่เกษตรกรต้องได้รับอย่างเป็นธรรม
แหล่งข่าว อ.ส.ค กล่าวว่า จากที่ อ.ส.ค.ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจากเศรษฐกิจชะลอ ยอดขายนมตกต่ำ และผลจาก FTA ที่เปิดทางนมผงนำเข้าราคาถูก ส่งผลให้น้ำนมดิบในประเทศล้นตลาด เกษตรกรขายนมไม่ได้ กระทบทั่วประเทศ กระทรวงเกษตรฯ จึงให้อ.ส.ค.ช่วยรับซื้อน้ำนมดิบเพิ่มนอกเหนือจาก MOU ใช้เงินกองทุนสงเคราะห์รอบแรก 200 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงเป็นมาโครงการรับซื้อน้ำนมดิบระยะ 2 วงเงิน 600 ล้านบาท ช่วย 44 สหกรณ์ เกษตรกรกว่า 5,000 ราย เพื่อดูดซับน้ำนมส่วนเกินและพยุงอาชีพผู้เลี้ยงโคนม คาดว่าจะชำระเงินคืนกองทุนภายใน 7 ปี (ปี 2569-2575)
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐฏิจ ฉบับที่ 4,196 วันที่ 30 เมษายน - 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569







