
เปิดจุดอ่อน "นมโรงเรียน" แบ่งโซน 7 กลุ่ม เสี่ยงขัดมติ ครม.-โลจิสติกส์รวน
นายกlสมาคมโคนมก้าวหน้า เปิดปม “นมโรงเรียน” เกณฑ์ใหม่ 7 โซน ส่อป่วน! หวั่นจัดสรรคลาดเคลื่อน-โลจิสติกส์สะดุด กระทบเกษตรกรทั้งระบบ
KEY
POINTS
- การแบ่งพื้นที่จัดสรรนมโรงเรียนออกเป็น 7 กลุ่ม อาจขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าด้วยการบริหารจัดการโลจิสติกส์
- การแบ่งโซนดังกล่าวสร้างปัญหาความไม่สมดุลระหว่างปริมาณน้ำนมดิบและจำนวนนักเรียนในแต่ละพื้นที่ ทำให้เกิดนมส่วนเกินในบางกลุ่มและขาดแคลนในบางกลุ่ม
- ระบบการจัดสรรแบบแบ่งกลุ่มส่งผลให้เกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ เช่น การขนส่งนมข้ามเขตที่ไม่มีประสิทธิภาพและขัดกับหลักการ
นายนที โดดสูงเนิน นายกสมาคมโคนมก้าวหน้า เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรสิทธิ์โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปี 2569 ว่ายังมีหลายประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะโครงสร้างการจัดสรรน้ำนมดิบในโครงการนมโรงเรียนงบประมาณ ปีละ 14,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 สหกรณ์ 49% องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) 10% และสถาบันการศึกษา 2% รวมไม่เกิน 61% และส่วนที่ 2 ภาคเอกชน 39% ซึ่งมองว่ายังมีความคลุมเครือ อาจนำไปสู่ความผิดพลาดในการบริหารจัดการ
ประเด็นสำคัญคือการจัดกลุ่มพื้นที่ออกเป็น 7 กลุ่ม ซึ่งอาจขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเรื่องการบริหารโลจิสติกส์ เนื่องจากพบความไม่สมดุลของปริมาณน้ำนมดิบและจำนวนนักเรียนในแต่ละพื้นที่ บางกลุ่มมีน้ำนมดิบมากแต่มีนักเรียนน้อย ทำให้เกิดนมส่วนเกิน ขณะที่บางพื้นที่มีความต้องการสูงแต่ปริมาณน้ำนมไม่เพียงพอ
“หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ จะเกิดเหตุซ้ำรอยปีที่ผ่านมา เช่น การขนส่งนมจากสหกรณ์ในเชียงใหม่ไปยังนครสวรรค์ ซึ่งขัดหลักโลจิสติกส์อย่างชัดเจน การจัดสรรควรยึดความเป็นธรรม นมทุกลิตรจากเกษตรกรต้องได้รับสิทธิ์ตามสัดส่วน และผู้ประกอบการควรเป็นผู้รับความเสี่ยง ไม่ใช่ผลักภาระให้เกษตรกร”
ในประเด็นการผลักดันโรงงานนมผงแห่งที่ 2 (สหกรณ์โคนมกำแพงแสน และแห่งแรก สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น ) นายนทีมองว่า แม้เป็นแนวทางที่ดี แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่สายพันธุ์โคนมไปจนถึงตลาดโลก โดยการผลิตนมผงให้คุ้มทุนจำเป็นต้องมีปริมาณน้ำนมดิบไม่น้อยกว่า 200 ตันต่อวัน หรือมีขนาดการผลิตระดับ Economy of Scale
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารจัดการ “ครีม” ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตนมผง ว่าจะนำไปต่อยอดอย่างไร หากไม่มีอุตสาหกรรมรองรับ เช่น การผลิตเนยหรือชีส และหากไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติได้ ก็อาจเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดซ้ำเดิม
นายนที เสนอว่า ในระยะยาว อ.ส.ค. ควรปรับบทบาทเป็น “พี่ใหญ่” ของอุตสาหกรรม โดยลดบทบาทในตลาดนมโรงเรียน และหันไปพัฒนาตลาดเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง เช่น ชีสและเนย ซึ่งประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลักพร้อมเสนอให้รัฐสนับสนุนผ่านมาตรการเชิงนโยบาย อาทิ การเจรจาลดค่าธรรมเนียมการวางสินค้า (GP) ในห้างค้าปลีก จากระดับ 40% เหลือ 2% ในระยะแรก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ขณะที่ปัญหาหนี้สินของ อ.ส.ค. ที่มีอยู่ราว 2,000 ล้านบาท หากมีการปรับโครงสร้างและวางแผนตลาดใหม่อย่างชัดเจน เชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ เสนอให้ภาครัฐกำหนดหลักเกณฑ์โครงการนมโรงเรียนให้มีความชัดเจนและคงที่อย่างน้อย 3 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการ สามารถวางแผนธุรกิจและพัฒนาตลาดนมเชิงพาณิชย์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือส่งเสริมให้การบริโภคนมของเด็กไทยเป็นเรื่องปกติ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
เปิดข้อสังเกตของสมาคมโคนมก้าวหน้า







