
ปลุกไบโอดีเซล 11 โรงงาน ดัน B7–B20 รับดีมานด์พุ่ง เสริมมั่นคงพลังงานไทย
นายกฯไบโอดีเซล” ปลุก 11 โรงงานคืนชีพ เดินเครื่องเต็มสูบ ลุยแก้คอขวดแรงงาน–ฟื้นเครื่องจักร หลังหยุดยาว สกัดวิกฤตพลังงาน ดัน B7-B20 รับดีมานด์พุ่งทะลุ 5 ล้านลิตร/วัน เร่งรัฐจัดทัพบริหารปาล์มให้แข่งขันโลก เปิดทางส่งออก ดันอุตสาหกรรมโตแรง เสริมแกร่งความมั่นคงพลังงานไทย
KEY
POINTS
- ภาครัฐปรับสัดส่วนไบโอดีเซลเป็น B7 และเพิ่มทางเลือก B20 เพื่อรับมือกับความต้องการใช้น้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน
- โรงงานไบโอดีเซล 11 แห่งเร่งกลับมาเพิ่มกำลังการผลิต แต่ยังเผชิญอุปสรรคด้านการซ่อมบำรุงเครื่องจักรและการขาดแคลนแรงงานหลังจากหยุดเดินเครื่องเป็นเวลานาน
- มีความท้าทายในการบริหารจัดการวัตถุดิบปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชตามฤดูกาล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความต้องการใช้ในประเทศและการส่งออก
จากมติ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้เห็นชอบให้ปรับอัตราส่วนไบโอดีเซล จาก B5 เป็น B7 และเพิ่มทางเลือกการใช้น้ำมัน B20 ที่ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่ 20% ทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันอยู่ที่ 5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยประชาชน และะผู้ประกอบการลดต้นทุนด้านพลังงาน โดยปัจจุบันมีผู้สนใจใช้น้ำมัน B20 ในกลุ่มประมง และได้มีการเริ่มจำหน่ายที่ปั๊มบางจากแล้ว ที่คลังพระโขนง และ ปตท. ที่คลังสงขลา และคลังสระบุรี ส่วนค่ายเชลล์ จะเริ่มจำหน่าย B20 ในเดือนเมษายนนี้
นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์การผลิตไบโอดีเซลเพื่อรองรับนโยบายรัฐบาลในขณะนี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังพยายามผลักดันการผลิตอย่างเต็มกำลังเพื่อช่วยเหลือวิกฤตพลังงานของประเทศ โดยล่าสุดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ “เมทานอล” ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในกระบวนการผลิตไบโอดีเซลที่ต้องนำเข้าจากแหล่งอื่น เพื่อทดแทนการนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบัน ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว
ปัจจุบันมีโรงงานผลิตไบโอดีเซลประมาณ 11 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมตามตัวเลขของกระทรวงพลังงานที่ 11.2 ล้านลิตรต่อวัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมติดข้อจำกัดจากการใช้นโยบาย B5 เป็นเวลานาน ทำให้เครื่องจักรหลายแห่งหยุดเดินเครื่องมาหลายปี เมื่อต้องกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตทันทีจึงเผชิญอุปสรรคทั้งด้านการซ่อมบำรุงเครื่องจักรและการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือที่ต้องเริ่มเทรนใหม่ทั้งหมด
“นับตั้งแต่เกิดสงครามในเดือนมีนาคม ยอดการใช้ดีเซลในประเทศพุ่งสูงขึ้นมาก บางวันแตะ 80-100 ล้านลิตร ทำให้ปริมาณการใช้ B100 เกินกว่า 5 ล้านลิตรต่อวันแล้ว คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตจะค่อยๆ ทยอยเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไปตามความพร้อมของแต่ละโรงงาน แม้จะยังบอกไม่ได้เต็มปากว่าพร้อมผลิต B20 ได้ทันทีในปริมาณเท่าไร แต่เราช่วยผลิตได้มากกว่า B7 แน่นอน หลักการสำคัญคือควรใช้ของที่ผลิตได้ในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่ซัพพลายเพียงพอ”
สำหรับสถานการณ์วัตถุดิบปาล์มน้ำมัน ทางสมาคมฯ ทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์ในการบริหารจัดการสต็อกให้เหมาะสม โดยปัจจุบันรัฐยังอนุญาตให้ส่งออกได้ภายใต้การควบคุม ไม่เกิน 2 แสนตันต่อเดือนแม้ในความเป็นจริงยอดส่งออกจะต่ำกว่า 1 แสนตันก็ตาม
นายศาณินทร์เน้นย้ำว่า ความท้าทายสำคัญคือ ปาล์มเป็นพืชตามฤดูกาล ซึ่งในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ผลผลิตจะออกน้อยลง หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ภาครัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาเก็บสต็อกสำรองไว้ตั้งแต่ช่วงนี้เพื่อป้องกันการขาดแคลนในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นการบริหารความไม่แน่นอนในอนาคต หากกักเก็บมากเกินไปแล้วไม่ได้ใช้ ก็อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่หากปล่อยให้ส่งออกมากเกินไปจนเกิดการขาดแคลนภายในประเทศ ก็ย่อมถูกตั้งคำถามเช่นกัน จึงต้องยอมรับว่าภาระในการบริหารสมดุลระหว่างการส่งออกและการสำรองใช้ภายในประเทศนั้นมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจภาครัฐในการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯหวังให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของพลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองในประเทศให้มีบทบาทอย่างต่อเนื่อง โดยยกบทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ที่ไทยเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (B10 และ B20) และอินโดนีเซีย (B40) ทำให้เวลาเกิดวิกฤต เรามีอำนาจต่อรองน้อยและขอซื้อวัตถุดิบเช่นเมทานอลได้ยากกว่าประเทศที่มีการใช้มากอย่างต่อเนื่อง
“แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องดูแลให้ราคาปาล์มน้ำมันเหมาะสมและแข่งขันกับตลาดโลกได้โดยการทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) สอดคล้องกับราคาตลาดโลกอย่างสม่ำเสมอ รัฐก็ต้องเข้ามาดูแลเกษตรกรให้ดี อาจจะเป็นการสร้างรายได้ทางอื่นให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” นายศาณินทร์ กล่าวย้ำตอนท้าย
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,192 วันที่ 16 - 18 เมษายน พ.ศ. 2569







