thansettakij
thansettakij
แก้ปัญหาฝุ่น  PM2.5 ให้ตรงจุด อย่าหยุดมองแค่ 'ภาคเกษตร'

แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้ตรงจุด อย่าหยุดมองแค่ 'ภาคเกษตร'

16 เม.ย. 69 | 11:54 น.
อัปเดตล่าสุด :16 เม.ย. 69 | 11:54 น.

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยเผชิญวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนือ การรุกป่าและการเผาพื้นที่ปลูกพืชไร่ไม่ว่าจะเป็น อ้อย ข้าวโพด นาข้าว มันสำปะหลัง หรือถั่วต่างๆ มักถูกยกขึ้นมาเป็นสาเหตุต้นๆของปัญหา

KEY

POINTS

  • การกล่าวหาว่าภาคเกษตรเป็นต้นตอหลักของฝุ่น PM2.5 เป็นการมองปัญหาที่ไม่ครอบคลุม โดยสาเหตุสำคัญในเมืองมาจากภาคคมนาคมขนส่งและอุตสาหกรรม
  • ข้อมูลและงานวิจัยชี้ว่าสาเหตุหลักของฝุ่นในภาคเหนือมาจากการเผาป่าและมลพิษข้ามพรมแดน มากกว่าการเผาในพื้นที่เกษตร
  • ภาคเอกชนและเกษตรกรได้ใช้มาตรการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อลดการเผา ส่งผลให้ข้อมูลจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญและน้อยกว่าในพื้นที่ป่า

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยเผชิญวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนือ การรุกป่าและการเผาพื้นที่ปลูกพืชไร่ไม่ว่าจะเป็น อ้อย ข้าวโพด นาข้าว มันสำปะหลัง หรือถั่วต่างๆ มักถูกยกขึ้นมาเป็นสาเหตุต้นๆของปัญหา

หาก PM2.5 มีสาเหตุมาจากพื้นที่เกษตรจริง ทำไมในช่วงที่มีมาตรการควบคุมการเผาพื้นที่เกษตรเข้มงวด หรือในพื้นที่ที่ไม่มีข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง กลับพบว่าวิกฤตฝุ่น PM2.5 ก็ยังคงเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองและอุตสาหกรรม  แล้วฝุ่นนั้นมาจากไหน

แหล่งกำเนิด PM2.5 ในประเทศไทย มาจากการเผาไหม้ภาคคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ และแหล่งกำเนิดหลักของ PM2.5 ในพื้นที่เมืองอย่างกรุงเทพฯ คือ ยานยนต์ดีเซล การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล มากกว่า 40-70% (ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย : 2568) มากกว่าการเผาเศษพืชทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ 

ในฤดูหมอกควันภาคเหนือ หนีไม่พ้นการกล่าวหาเกษตรกรผู้ปลูก พืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และพืชอื่น ๆ ให้กลายเป็นจำเลย แต่อีกด้านก็มีงานวิจัยจำแนกชัดว่า  ไฟป่าและการเผาพื้นที่ป่า (non‑crop burning) เป็นสาเหตุหลักของฝุ่นในหลายพื้นที่  และการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ส่งผลต่อคุณภาพอากาศในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ 

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดทำการศึกษาระดับประเทศโดยใช้แบบจำลอง RF‑Chem(Weather Research and Forecasting with Chemistry)  เมื่อ 2560  พบสาเหตุการเกิด PM2.5 ในภาคเหนือมาจากการเผานอกภาคเกษตรและมลพิษจากประเทศเพื่อนบ้าน มากว่าการเผาในพื้นที่ทางเกษตร  

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เชิงเคมี  ไม่สามารถระบุได้ว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 มาจากพืชชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่พบว่าองค์ประกอบหลักของฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือและเมืองใหญ่ มาจาก คาร์บอนอินทรีย์ ซัลเฟต ไนเตรต และแอมโมเนียม ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของการเผาไหม้ทุกชนิดและการเกิดฝุ่นทุติยภูมิ 

การสร้างสัญลักษณ์ของปัญหา  โดยการโยนบาปให้กับพื้นที่เกษตร อาจจะเป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการเผาไหม้ภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศตลอดทั้งปี

หากปรับมุมมอง ลดอคติ ให้ความยุติธรรมกับ “พืชไร่” ทั้งนาข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ถั่ว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะเห็นว่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าเกษตรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้ให้ประเทศมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

แก้ปัญหาฝุ่น  PM2.5 ให้ตรงจุด อย่าหยุดมองแค่ 'ภาคเกษตร'

ยกตัวอย่าง  ข้าวโพด เป็นวัตถุดิบหลักในห่วงโซ่การผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก แต่ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยสังคมทั้งที่สร้างรายได้สร้างงานสร้างอาชีพให้เกษตรกร และเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของอาหาร  โดยไม่มองอีกด้านว่าการพัฒนาการปลูกพืชไร่ต้องเผชิญความท้าทายอย่างมากมาย ผลผลิตไม่เพียงพอ และเทียบกับคู่แข่งถือว่าไทยมีผลผลิตต่อไร่ต่ำมาก จำเป็นต้องนำเข้า

ขณะที่การนำเข้ามาช่วยเสริมก็ยังถูกจำกัดด้วยมาตรการต่างๆมากมาย  ไม่เพียงเท่านั้นความท้าทายที่สำคัญ คือ “แรงกดดันจากคู่ค้า ผู้นำเข้า” ค้าปลีกระดับโลกต่างกดดันให้ผู้ผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมอาหาร จะต้องปรับตัว  “ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ในกระบวนการผลิต  เช่น การใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของยุโรป

แก้ปัญหาฝุ่น  PM2.5 ให้ตรงจุด อย่าหยุดมองแค่ 'ภาคเกษตร'

นั่นจึงทำให้ บริษัทผู้ผลิตอาหาร และเนื้อสัตว์ในไทย เริ่มวางระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อมั่นใจได้ว่า สินค้าพืชไร่ อย่าง ข้าวโพดไทยต้อง “ปลอดการเผา ปลอดการรุกป่า” เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าข้าวโพดที่รับซื้อไม่เกี่ยวข้องกับการเผาและไม่เป็นต้นเหตุของ PM2.5 แน่นอน เพราะหากยังใช้วัตถุดิบที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ จะผลิตและขายส่งออกไปต่างประเทศลำบาก

การสร้างมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ เป็นหนึ่งในแนวทางลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก สะท้อนได้จากตัวเลขจุดความร้อนที่ตรวจสอบในเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านม ข้อมูลจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  พบว่า จุดความร้อนในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พบว่า พื้นที่ปลูกพืชเกษตรสำคัญ ทั้งนาข้าว อ้อย พืชไร่ พื้นที่ที่ป่า และพื้นที่เกษตรอื่นๆ ลดลงในปี 2569 ลดลงจากปีก่อนทั้งหมด โดยแบ่ง เป็น ภาพรวม ลดลง 775 จุด พืชไร่ อย่างเช่น นาข้าว ลดลง 234 จุด อ้อย ลดลง 84 จุด ส่วนพืชไร่อื่นๆ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และถั่วต่างๆ  ลดลง 94 จุด ด้วยทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนระดมมาตรการช่วยเหลือ แก้ปัญหาการเผาในภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง 

สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ที่ระบุว่า จุดความร้อนประเทศไทย (15 เม.ย. 69) มีจำนวน 5,384 จุด ซึ่งพื้นที่จุดความร้อนสูงสุดแบ่งตามประเภทการใช้ที่ดินคือ พื้นที่ป่า 4,520 จุด ขณะที่พื้นที่ปลูกพืชไร่มีจำนวนน้อยมาก เช่น ข้าวโพดและพืชไร่หมุนเวียน 269 จุด นาข้าว 228 จุด เกษตรอื่นๆ 203 จุด อ้อย 55 จุด ที่เหลือเป็นพื้นที่อื่นๆ 109 จุด 

ในวันนี้ทุกคนควรมองปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้รอบด้าน พร้อมวางแนวทางแก้ปัญหากำกับดูแลภาพรวมของประเทศ โดยไม่สร้างภาระให้ใครคนใดคนหนึ่ง อาศัย พ.ร.บ.อากาศสะอาด วางแนวทางแก้ปัญหาครบทุกมิติอย่างรอบด้านทุกมิติ  โดยคำถึงประโยชน์ของพืชไร่ ในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และการสร้างรายได้ จีดีพีให้ประเทศผ่านการผลิตและส่งออกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์