thansettakij
thansettakij
ดีเซลพุ่ง-ปุ๋ยแพง เขย่าภาคเกษตร “ข้าว-ถั่ว-อ้อย-กาแฟ” กระอักสุด

ดีเซลพุ่ง-ปุ๋ยแพง เขย่าภาคเกษตร “ข้าว-ถั่ว-อ้อย-กาแฟ” กระอักสุด

07 เม.ย. 69 | 10:08 น.
อัปเดตล่าสุด :07 เม.ย. 69 | 10:46 น.

ดีเซลพุ่งแรงเกือบ 70% ซ้ำเติมปุ๋ยขาขึ้น ฉุดต้นทุนเกษตรไทยพุ่งถ้วนหน้านักวิชาการชี้ “ข้าว-ถั่ว-อ้อย-กาแฟ” รับแรงกระแทกหนักสุด เสี่ยงกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจฐานราก

KEY

POINTS

  • ภาคเกษตรกรไทยเผชิญวิกฤตต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจากราคาน้ำมันดีเซลและปุ๋ยที่ปรับตัวขึ้นพร้อมกัน สร้างแรงกดดันสองด้าน
  • พืชผลที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ข้าว ถั่ว อ้อย และกาแฟ โดยต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว 6.8% ถึง 11.7% จากราคาดีเซลเพียงอย่างเดียว
  • มีการคาดการณ์ว่าหากราคาปุ๋ยในประเทศปรับขึ้นตามตลาดโลก ต้นทุนการผลิตของพืชกลุ่มดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 20-24% ซึ่งกระทบต่อกำไรของเกษตรกรอย่างรุนแรง

ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยสงคราม กำลังส่งแรงกระเพื่อมลึกไปถึงภาคเกษตรไทย เมื่อ “น้ำมันดีเซล” และ “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นต้นทุนหลัก ปรับขึ้นพร้อมกัน จนกลายเป็นแรงบีบสองด้านที่ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญภาวะต้นทุนพุ่งไม่หยุด

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง “ราคาดีเซลพุ่ง ปุ๋ยแพง : สินค้าเกษตรใด? “กระอักสุด” โดยสะท้อนภาพผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อภาคเกษตรไทยอย่างชัดเจน ภายใต้บริบทวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ยังคงผันผวน

ประเด็นสำคัญเริ่มจากราคาน้ำมันดีเซล ที่ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยราคาขายปลีกดีเซลในไทยพุ่งจาก 29.94 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 17 มีนาคม เป็น 50.54 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 6 เมษายน เพิ่มขึ้นถึง 68.8% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นเพิ่มขึ้นถึง 195% สะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่แท้จริงในระบบพลังงาน ขณะที่กลไกอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับลดลงเกือบ 30% ยิ่งซ้ำเติมภาระต้นทุนให้กับผู้ใช้น้ำมันโดยตรง

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

 

ดร.อัทธ์ ชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของราคาดีเซลดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อภาคเกษตร ซึ่งมีการใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต ทั้งการไถพรวน การสูบน้ำ และการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรบางกลุ่มที่มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันสูงถึง 10-20% ของต้นทุนรวม

จากการวิเคราะห์พบว่า “ข้าว ถั่ว อ้อย และกาแฟ” เป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงสุด โดยต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 6.8% ไปจนถึง 11.7% จากผลของราคาดีเซลที่ปรับขึ้น

ขณะเดียวกัน “ราคาปุ๋ยเคมี” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งต้นทุนหลักของภาคเกษตร ก็อยู่ในทิศทางขาขึ้นเช่นกัน โดยในประเทศไทย ราคาปุ๋ยเฉลี่ยปรับขึ้น 7.3% จาก 1,125 บาทต่อกระสอบ เป็น 1,208 บาทต่อกระสอบ แม้จะดูเพิ่มไม่มาก แต่ในตลาดโลก ราคาปุ๋ยกลับพุ่งขึ้นถึง 50% จาก 490 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 700 ดอลลาร์ต่อตัน สะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจส่งผ่านมายังตลาดในประเทศในระยะถัดไป

หากพิจารณาผลกระทบในกรณีที่ราคาปุ๋ยในไทยปรับขึ้นตามตลาดโลกถึง 50% จะพบว่า สินค้าเกษตรกลุ่มเดิม ได้แก่ ข้าว ถั่ว อ้อย และกาแฟ จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นสูงถึง 20-24% ซึ่งถือเป็นระดับที่กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ

ดร.อัทธ์ ระบุว่า ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญกับ “แรงกดดันสองเด้ง” จากทั้งราคาพลังงานและราคาปัจจัยการผลิต ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงราคาสินค้าอาหาร เงินเฟ้อ และเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม หากไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ในเชิงนโยบาย เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง ผ่านการจัดสรรโควตาน้ำมันดีเซลราคาพิเศษให้เกษตรกร หรือการชดเชยค่าขนส่งสินค้า เพื่อลดภาระต้นทุนในระยะสั้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในภาคเกษตร เช่น การใช้โซลาร์เซลล์สำหรับระบบสูบน้ำ หรือเครื่องจักรไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว

ในส่วนของปุ๋ย เสนอให้มีการอุดหนุนราคาปุ๋ยเฉพาะกลุ่มพืชสำคัญ พร้อมทั้งจัดหาปุ๋ยราคาถูกผ่านสหกรณ์ เพื่อลดบทบาทของพ่อค้าคนกลาง และควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงการพัฒนาการผลิตปุ๋ยภายในประเทศ อีกทั้ง ควรมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การบริหารจัดการน้ำ การใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ แทนการเพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยเพียงอย่างเดียว

“หากไม่เร่งปรับตัว ภาคเกษตรไทยอาจเผชิญภาวะต้นทุนสูงเรื้อรัง ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และรายได้ของเกษตรกรในระยะยาว” ดร.อัทธ์ ระบุทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางราคาพลังงานโลก และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อแนวโน้มต้นทุนภาคเกษตรไทยในปี 2569 นี้