thansettakij
thansettakij
สภาอุตฯจับตารัฐคุมขายน้ำมัน 4 ทุ่มถึงตี 5 ชี้ได้ผลจำกัด หวั่นราคาพุ่งต่อ

สภาอุตฯจับตารัฐคุมขายน้ำมัน 4 ทุ่มถึงตี 5 ชี้ได้ผลจำกัด หวั่นราคาพุ่งต่อ

08 เม.ย. 69 | 08:40 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 69 | 08:40 น.

จับตารัฐเตรียมจำกัดขายน้ำมันกลางคืนเริ่ม 20 เม.ย. หวังสำรองพลังงานรับมือความไม่แน่นอนสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส.อ.ท.ประเมินผลจำกัด ชี้เป็นแค่สัญญาณเตือน ขณะต้นทุนขนส่งพุ่ง 15-20% กดดันเศรษฐกิจต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมออกมาตรการจำกัดเวลาจำหน่ายน้ำมันช่วง 22.00 - 05.00 น. เพื่อสำรองพลังงานรับมือวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • สภาอุตสาหกรรมฯ (ส.อ.ท.) ประเมินว่ามาตรการดังกล่าวมีผลในการลดการใช้พลังงานอย่างจำกัด และอาจกระทบต่อธุรกิจขนส่งที่ต้องดำเนินการในช่วงกลางคืน
  • ส.อ.ท. มีความกังวลว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนภาคการผลิตและผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่านจะส่งสัญญาณคลี่คลาย หลังบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ และเตรียมเปิดโต๊ะเจรจา 10 เมษายน 2569  แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง รัฐบาลไทยเตรียมใช้ออกมาตรการจำกัดเวลาจำหน่ายน้ำมันกลางคืน หวังสำรองพลังงานรับมือวิกฤต ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมประเมินผลได้จำกัดและกังวลต้นทุนพุ่งต่อเนื่อง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะเริ่มผ่อนคลายในระยะสั้น หลังมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเตรียมเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 เมษายนนี้ แต่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความขัดแย้งได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางไปแล้ว

“แม้จะมีสัญญาณบวก แต่ยังวางใจไม่ได้ ต้องดูผลการเจรจาว่าจะยั่งยืนหรือไม่ หากสถานการณ์กลับมารุนแรงอีก ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นทันที และจะกระทบต้นทุนเศรษฐกิจไทยโดยตรง” นายเกรียงไกรกล่าว

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ในบริบทดังกล่าว รัฐบาลไทยเตรียมเริ่มใช้มาตรการจำกัดเวลาจำหน่ายน้ำมัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยจากข้อมูลระบุว่าจะควบคุมการจำหน่ายน้ำมันบางประเภทในช่วงเวลา 22.00 - 05.00 น. ไม่ใช่การสั่งปิดสถานีบริการทุกแห่งโดยสมบูรณ์ และอาจมีการจำกัดให้จำหน่ายเฉพาะน้ำมันทางเลือก เช่น ดีเซล B20 และแก๊สโซฮอล์ E20 ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยรัฐบาลเตรียมพิจารณาใช้ พ.ร.ก. การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อบังคับใช้มาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ

นายเกรียงไกรมองว่า มาตรการลักษณะนี้เคยถูกนำมาใช้ในอดีต และมีผลต่อการลดการใช้พลังงานจริงในระดับจำกัด เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมใช้น้ำมันอย่างระมัดระวังอยู่แล้ว

“มาตรการนี้จะมีผลในเชิงจิตวิทยามากกว่า เป็นการส่งสัญญาณให้ประชาชนและภาคธุรกิจตระหนักถึงความจำเป็นในการประหยัดพลังงาน หากลดกิจกรรมช่วงกลางคืน การเดินทางและการใช้พลังงานโดยรวมก็จะลดลงบ้าง แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแก้ปัญหา”

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มโลจิสติกส์ ขนส่ง และบริการที่ต้องดำเนินงานกลางคืน อาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าว ทั้งในด้านความยืดหยุ่นของการดำเนินงานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ในส่วนของแนวโน้มราคาพลังงาน นายเกรียงไกรระบุว่า แม้สงครามจะยุติลงในระยะสั้น แต่การฟื้นฟูโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายต้องใช้เวลานานหลายปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง และสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มาตรการลดราคาน้ำมันกลุ่มดีเซล(B0, B7, B20) หน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตรของภาครัฐ แม้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในระยะสั้น แต่เป็นเพียงการประคองสถานการณ์ชั่วคราว เนื่องจากทิศทางราคายังขึ้นอยู่กับตลาดโลกเป็นหลัก

ด้านต้นทุนภาคธุรกิจ ปัจจุบันค่าขนส่งและโลจิสติกส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 15-20% ส่งผลให้ราคาสินค้าหลายประเภทเริ่มทยอยปรับขึ้นตามต้นทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นจะผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อ ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนจะลดลง เป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ทั้งนี้ หน่วยงานเศรษฐกิจมีการปรับประมาณการเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์มองเงินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1.5-2.5% หรือค่ากลาง 2.0% (ณ เดือนเม.ย. กรณีน้ำมันดิบดูไบที่ใช้ในการคำนวณเงินเฟ้ออยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วง 2 เดือน (เม.ย.-พ.ค. 2569) หลังจากนั้นราคาเริ่มลดลง) ขณะที่ภาคเอกชนมองสูงกว่าในช่วง 2-3% สะท้อนแนวโน้มราคาสินค้าที่จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายเกรียงไกรเสนอว่า ภาครัฐควรเร่งสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนและเตรียมมาตรการรองรับในเชิงโครงสร้าง ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้มีลักษณะยืดเยื้อและเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ขณะที่ภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน (Lean) และกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาตะวันออกกลาง เช่น ปุ๋ย แร่เหล็ก และพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

ทั้งนี้ สถานการณ์พลังงานโลกยังคงเปราะบาง แม้มีสัญญาณบวกจากการหยุดยิงชั่วคราว แต่ความไม่แน่นอนยังสูง การดำเนินนโยบายของไทยจึงต้องอาศัยความรอบคอบและยืดหยุ่น เพื่อประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นแรงกระแทกจากวิกฤตครั้งนี้ให้ได้ในระยะยาว