
"สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น" บุก เกษตรฯ 16 เม.ย. จี้รื้อ"นมโรงเรียน" วอนรัฐเปิดด่านกัมพูชากู้รายได้
ประธานที่ปรึกษาสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาล หลังยอดจัดสรรนมโรงเรียนวูบหนักจาก 90 ตันเหลือ 30 ตัน แฉยับมีขบวนการ "คนนอก" รับสิทธิ์แต่ไม่ผลิตเอง แอบกว้านซื้อนมใกล้หมดอายุส่งเด็กกิน เตรียมบุกพบปลัดเกษตรฯ 16 เม.ย. นี้ พร้อมวอนเปิดชายแดนกัมพูชาฟื้นรายได้ส่งออกหลักมากกว่า 10 ล้านต่อเดือน
KEY
POINTS
- สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นเตรียมยื่นหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ ในวันที่ 16 เม.ย. เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนการจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม
- ชี้ปัญหาผู้ประกอบการบางรายได้รับโควตาแต่ไม่ผลิตเองจริง กลับไปกว้านซื้อนม UHT ใกล้หมดอายุมาส่งแทน ทำให้โควตาของสหกรณ์ฯ ลดลงสวนทางกับปริมาณน้ำนมดิบที่รับซื้อจนเกิดภาวะน้ำนมล้นระบบ
- เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจาเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อฟื้นฟูรายได้จากการส่งออกนมที่เคยมีมูลค่ากว่า 10 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งหยุดชะงักไปจากปัญหาชายแดน
นายอำนวย ทงก๊ก ประธานที่ปรึกษาสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์วิกฤตของอุตสาหกรรมโคนมไทย โดยระบุว่าในวันที่ 16 เมษายนนี้ ทางสหกรณ์ฯ เตรียมเดินทางไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือและหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหานมโรงเรียนและการจัดสรรโควตาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสหกรณ์โคนมทั่วประเทศที่แบกรับภาระน้ำนมดิบจากเกษตรกร
ปัจจุบันระบบการจัดสรรนมโรงเรียนมีความผิดปกติอย่างมาก โดยมีผู้ประกอบการบางรายได้รับโควตาแต่ไม่ได้ทำการผลิตเองจริง แต่ใช้วิธีไปกว้านซื้อนมกล่อง (UHT) ที่ใกล้หมดอายุ (เหลืออายุการใช้งานเพียง 1-2 เดือน) นำไปส่งให้โรงเรียนเพื่อให้เด็กดื่ม
"ผมอยากให้คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ตรวจสอบให้เข้มข้นว่าใครทำจริงหรือไม่จริง วันนี้เอกชนบางรายไม่ต้องรับนมดิบแต่ไปหานมราคาถูกมาส่ง ส่วนสหกรณ์ที่รับนมจริงจากเกษตรกรกำลังจะตาย" นายอำนวยกล่าว
จากข้อมูลพบว่า ขณะเดียวกัน “โครงการนมโรงเรียน” ซึ่งเป็นตลาดหลัก กลับมีการจัดสรรสิทธิ์ลดลงต่อเนื่อง จากวันละ 90 ตัน ในปีการศึกษา 2564 เหลือเพียง 28 ตันในปี 2567 และเพิ่มเล็กน้อยเป็น 34 ตันในปี 2568 ทั้งที่ปริมาณน้ำนมดิบของสหกรณ์เพิ่มขึ้นจาก 67 ตัน เป็น 80 ตันต่อวัน สำหรับปีการศึกษา 2569 ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่ สหกรณ์วังน้ำเย็นคาดว่าจะได้รับสิทธิไม่เกิน 30 ตันต่อวัน สวนทางกับกำลังการผลิตจริง ส่งผลให้เกิดภาวะ “น้ำนมล้นระบบ” และแบกรับต้นทุนโดยไม่มีตลาดรองรับซึ่งไม่สอดคล้องกับปริมาณน้ำนมดิบที่สหกรณ์ต้องรับซื้อจากสมาชิกทั้งนี้ นายอำนวยได้เสนอทางออก 2 ประเด็นหลัก คือ
1.การจัดเกรดผู้ประกอบการ เสนอให้มีการจัดชั้น (Grading) ผู้ผลิตนมโรงเรียนเหมือนผู้รับเหมาก่อสร้าง แบ่งเป็น Class A, B หรือ C เพื่อความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพและขีดความสามารถในการผลิตจริง
2.ปรับรูปแบบการส่งในช่วงเปิดเทอม: ในเดือนแรกของการเปิดภาคเรียน ขอให้เปลี่ยนจากการส่งนมพาสเจอร์ไรซ์เป็นนมกล่อง UHT แทน เนื่องจากสหกรณ์มีการผลิตสต็อกไว้แล้ว และเพื่อลดภาระค่าขนส่งท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันแพงที่ต้องวิ่งส่งทุกวัน
นอกเหนือจากปัญหานมโรงเรียน นายอำนวยยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจาเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างจริงจัง เนื่องจากก่อนหน้านี้สหกรณ์ฯ เคยมีรายได้จากการส่งออกนมไปยังกัมพูชามากกว่า 10 ล้านบาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากปัญหาความสัมพันธ์ตามแนวชายแดนทำให้การค้าชะงัก
"เราจะทะเลาะกันแบบนี้ไปตลอดชาติไม่ได้ คน 7 จังหวัดชายแดนลำบากมาก ค้าขายไม่ได้เลย ผมอยากบอกว่าคนรักชาติอาจอยู่ในกรุงเทพฯ แต่คนลำบากจริงๆ คือคนเลาะชายแดนที่ขาดรายได้" นายอำนวยกล่าวเน้นย้ำถึงความเดือดร้อนของภาคการค้าชายแดนที่ต้องการการฟื้นตัวอย่างเร่งด่วน
สำหรับการเคลื่อนไหวในวันที่ 16 เมษายนนี้ นายอำนวยยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเลิกกิจการ ตามกระแสข่าว แต่เป็นการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและส่งสัญญาณให้ภาครัฐหันมาใส่ใจความเดือดร้อนของเกษตรกรโคนมอย่างจริงจัง ก่อนที่ระบบสหกรณ์ที่รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรจะล่มสลายไปมากกว่านี้







