
ต้นทุนพุ่ง 4 ชั้น เขย่าอุตฯเหล็ก ขึ้นราคา 15% พ.ค. จ่อปรับอีก วอนรัฐหนุน ‘เมดอินไทยแลนด์’
อุตสาหกรรมเหล็กไทยเผชิญ “4 เด้ง” ต้นทุนพลังงาน-ขนส่ง-วัตถุดิบ-ค่าไฟ พุ่งไม่หยุด เตรียมปรับราคา 10-15% เม.ย.นี้ลุ้นพ.ค.ขยับรอบสอง หลังดีเซลทะลุ 50 บาท/ลิตร วอนรัฐหนุน “เมดอินไทยแลนด์” พยุงผู้ประกอบการ
KEY
POINTS
- อุตสาหกรรมเหล็กเผชิญวิกฤตต้นทุนพุ่งขึ้น 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ พลังงาน, ค่าขนส่ง, วัตถุดิบ และค่าไฟฟ้า ทำให้ต้องปรับขึ้นราคา 10-15% และอาจปรับเพิ่มอีกในเดือนพฤษภาคม
- ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นคือราคาพลังงาน (ก๊าซ/น้ำมันเตา), ค่าขนส่งที่เพิ่มตามราคาน้ำมันดีเซล, ราคาวัตถุดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น และแนวโน้มการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า
- ผู้ประกอบการเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือ โดยเร่งผลักดันนโยบาย ‘เมดอินไทยแลนด์’ ในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง และออกมาตรการปกป้องตลาดจากสินค้านำเข้าที่เลี่ยงอากรและการทุ่มตลาด
คลื่นต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง กำลังบีบอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างหนัก จนผู้ประกอบการต้องขยับปรับราคาสินค้าเป็นครั้งแรกในรอบปี ท่ามกลางความพยายามประคองตลาดและไม่กระทบลูกค้าเกินจำเป็น
นายนาวา จันทรสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเหล็กไทยกำลังเผชิญแรงกดดันต้นทุนในลักษณะ “4 เด้ง” พร้อมกัน ส่งผลให้จำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในเดือนเมษายนนี้ราว 10-15% และอาจมีโอกาสปรับขึ้นอีกในเดือนพฤษภาคม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต้นทุนโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่กำลังอาจจะปรับเพิ่ม
สำหรับการปรับขึ้นราคาเหล็กในรอบนี้ จะดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยต้องเสนอให้ลูกค้าพิจารณาก่อน หากลูกค้ายอมรับได้ จึงจะรายงานการปรับราคาต่อกระทรวงพาณิชย์ตามกลไก เนื่องจากสินค้าเหล็กยังอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้โดยพลการ
“เราพยายามขึ้นราคาอย่างสมเหตุสมผลที่สุด แม้ต้นทุนพลังงานบางส่วนเพิ่มขึ้นถึง 50-60% แต่เราขอปรับขึ้นเพียง 10-15% เท่านั้น เพราะต้องคำนึงถึงลูกค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ต้องการเสถียรภาพของซัพพลายเชนในระบบ Just-in-time” นายนาวา กล่าว
นายนาวา ระบุว่า ปัจจัยกดดันต้นทุนของอุตสาหกรรมเหล็กในขณะนี้ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก ได้แก่
เด้งที่ 1 : ต้นทุนพลังงานพุ่ง โรงงานเหล็กที่ใช้ก๊าซและน้ำมันเตาได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากภาครัฐไม่ได้มีการอุดหนุนพลังงานในภาคอุตสาหกรรม ทำให้ราคาปรับขึ้นตามกลไกตลาดทันที ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เด้งที่ 2 : ค่าขนส่งเพิ่มตามดีเซล ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจนทะลุ 50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งทั้งในประเทศและระหว่างโรงงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย กระทบโครงสร้างต้นทุนโดยรวมของผู้ประกอบการ
เด้งที่ 3 : วัตถุดิบต้นน้ำแพงขึ้น ราคาวัตถุดิบเหล็กในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนพลังงานของผู้ผลิตต้นน้ำในต่างประเทศ รวมถึงค่าระวางเรือ (Freight) ที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้แม้แต่เศษเหล็กนำเข้าก็มีราคาสูงขึ้น
เด้งที่ 4 : ค่าไฟจ่อปรับขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปัจจัยสุดท้ายที่กำลังจะเข้ามาซ้ำเติม คือค่าไฟฟ้าในรอบเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อภาคการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะมีการปรับราคาสินค้าในระลอกที่สองหรือไม่
“ตอนนี้เรียกว่าเจอครบ 4 เด้ง แม้หนักขนาดนี้ เราก็ยังพยายามตรึงการขึ้นราคาให้อยู่ในกรอบ 10-15% และลดต้นทุนภายในโรงงานควบคู่กันไป” นายนาวา กล่าว
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาดังกล่าวอาจไม่ส่งผลให้การใช้เหล็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น เนื่องจากยังมีแรงหนุนจากโครงการก่อสร้างภาครัฐที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยพยุงความต้องการใช้เหล็กในประเทศขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมีการปรับค่า K หรือค่าชดเชยงานก่อสร้างให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้รับเหมาสามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น และยังคงมีการใช้เหล็กต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนยังคงมีความกังวล หากเศรษฐกิจชะลอตัว อาจกระทบต่อการใช้เหล็กในภาคเอกชน แต่คาดว่าการลงทุนภาครัฐจะยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการรักษาสมดุลของตลาด
นายนาวา ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนการใช้สินค้า “เมดอินไทยแลนด์” (MiT) ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มากขึ้น รวมถึงขยายไปสู่ภาคเอกชน ผ่านมาตรการจูงใจทางภาษี เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้เหล็กในประเทศ นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งแก้ปัญหาสินค้านำเข้าที่หลบเลี่ยงอากร และมาตรการปกป้องการทุ่มตลาด (AD) ที่ต้องดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น จากปัจจุบันใช้เวลานานถึง 1-1.5 ปี ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่มีความเปราะบาง
“รัฐบาลต้องช่วยสร้างแต้มต่อให้สินค้าไทย ทั้งการใช้ในประเทศและการปกป้องตลาด เพราะต้นทุนเราสูงขึ้นทุกด้าน หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็กอาจอยู่ไม่รอด” นายนาวา กล่าว
ทั้งนี้ ราคาขายปลีกเหล็กในปัจจุบัน เหล็กเส้นอยู่ที่ประมาณ 22-24 บาทต่อกิโลกรัม และเหล็กแผ่นอยู่ที่ 24-26 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับราคาที่สะท้อนต้นทุนในปัจจุบันแล้ว และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางต้นทุนในระยะถัดไป







