
อุตสาหกรรมเหล็ก Q2 อ่วม ราคาพลังงานพุ่งกว่า 50% ดันต้นทุนขึ้นยกแผง
สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่ยกระดับความรุนแรงอยู่ในขณะนี้กำลังขยายวงกว้างขึ้นและกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ผลักดันให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป
- ต้นทุนด้านพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนหลักของผู้ผลิตเหล็กได้ปรับตัวสูงขึ้นแล้วมากกว่า 50% ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวม ทั้งค่าวัตถุดิบและค่าขนส่ง เพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง
- อุตสาหกรรมเหล็กไทยต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งพลังงานและวัตถุดิบเหล็กต้นน้ำจากต่างประเทศ
สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่ยกระดับความรุนแรงอยู่ในขณะนี้กำลังขยายวงกว้างขึ้นและกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นแบบเบรกไม่อยู่หากสถานการณ์ยิ่งบานปลายต่อไป อุตสาหกรรมเหล็กซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศจะเป็นอย่างไรท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งที่แรงส่งเมื่อปี2568 มีสัญญาณบวกที่ดี ต้องมาเจอคลื่นลูกใหญ่อีกระลอก
ต่อเรื่องนี้ นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)หรือ SSI ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ฐานเศรษฐกิจ” ไว้อย่างน่าสนใจ
ยันได้แรงส่งมาดีจากปีก่อน
นายนาวา กล่าวว่า แม้ว่าสภาพัฒน์ฯจะประเมินว่าปี 2569 เศรษฐกิจจะแย่กว่าปี 2568 แต่โดยส่วนตัวมองว่าอุตสาหกรรมเหล็กได้รับแรงส่งจากปี 2568 มาดี เนื่องจากปีที่แล้วการใช้กำลังการผลิตเหล็กโดยรวม อยู่ที่ 32.5% ของความสามารถในการผลิตเต็ม ซึ่งดีกว่าปี 2567 ที่การใช้กำลังการผลิตลงมาต่ำสุดขีดเหลือเพียง 27.9%
ดังนั้นมองแง่บวก ถ้าจีดีพีเติบโตต่ำ ก็ยังถือว่าเป็นบวกไม่ได้ติดลบ ประกอบกับระยะหลังภาครัฐได้ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) เร็วขึ้น รวมถึงมีการเข้มงวดในการตรวจจับเหล็กที่เลี่ยงภาษีอากร และมีการเข้มงวดเหล็กนำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
นายนาวา กล่าวอีกว่า เมื่อปี 2568 ความต้องการใช้เหล็กเติบโตขึ้นมา 12% ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนภาครัฐ มีการก่อสร้างและหันมาใช้เหล็กจากภายในประเทศมากขึ้น ทำให้การนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 5% หรือนำเข้ารวม 12 ล้านตัน ถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยลง เพราะเมื่อเทียบกับปี2567 นำเข้าเหล็กโดยรวม 11.4 ล้านตัน ทำให้ปีที่ผ่านมาผู้ผลิตในประเทศได้อานิสงส์มากขึ้น โดยผลิตในประเทศจาก 6.5 ล้านตันเมื่อปี 2567 ขยับมาเป็น 8.1ล้านตันในปี 2568 เท่ากับปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นมา 24%
ทั้งนี้เมื่อปี 2568 สถิติเหล็กนำเข้ามา ทั้งหมดรวม 12 ล้านตัน ถือว่ามากที่สุดในรอบ10 ปี โดยนำเข้าจากจีนมากที่สุด 5.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นมาจากปีก่อน 10% รองลงมาคือการนำเข้าจากญี่ปุ่น 3.7 ล้านตัน อยู่ในระดับทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น และนำเข้าจากเกาหลีใต้ 1.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 11%
เมื่อโฟกัสมาที่ปี 2569 มองว่าน่าจะเติบโตใกล้เคียงกับจีดีพีของประเทศ หรือการผลิตเหล็กในประเทศจะเติบโตได้อย่างน้อยใกล้ 2% หรือคาดว่าน่าจะมีการใช้เหล็กในประเทศราว 8.3 ล้านตัน ดังนั้นการใช้กำลังการผลิตเหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา หรือมีสัดส่วน 33% ของกำลังผลิตเต็มทั้งหมด
ผลกระทบเชิงลบปี 69 อื้อ
นายนาวา กล่าวอีกว่าปี 2569 ยังต้องเผชิญกับผลกระทบเชิงลบอย่างน้อย 3 ด้านหลัก คือ 1. สงคราม ในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน หลายประเทศได้รับผลกระทบในวงกว้างด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน เมื่อปรับสูงขึ้น รายการอื่นก็จะสูงขึ้นตามมาทั้งวัตถุดิบ ค่าขนส่งทางเรือ ค่าเฟรท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กที่ต้องพึ่งพาทั้งพลังงาน ที่เป็นต้นทุนที่หนักสุดและเหล็กต้นน้ำ เศษเหล็กที่ล้วนต้องนำเข้าทั้งสิ้น
“นับจากไตรมาส 2 เป็นต้นไปผลกระทบจะชัดเจนขึ้น เพราะตอนนี้น้ำมันพุ่งขึ้นมาแล้ว ถ้าสงครามยืดเยื้อ จะกระทบในส่วนที่เป็นต้นทุนค่าพลังงานที่เวลานี้ปรับขึ้นมาแล้วมากกว่า 50% ความผันผวนของต้นทุนส่วนนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง”
2.การนำเข้าเหล็กของอเมริกาจะมาในรูปเหล็กปลายทาง เช่น อเมริกา ตั้งกำแพงภาษีเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปสูงถึง 50% ที่เริ่มมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว จากเดิมไทยส่งออกไปอเมริกาเสียภาษี 0%
3.กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังมีความพยายามขอบีโอไอผลิตเหล็กชนิดที่ในประเทศมีกำลังผลิตล้นตลาดอยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการพิจาณาร่วมกันว่าเหล็กรายการใดที่ล้นตลาดอยู่แล้ว ก็ไม่ควรให้การส่งเสริมหรืออนุญาตให้ตั้งโรงงานใหม่ เช่น เหล็กเส้น ที่ในประเทศมีขีดความสามารถในการผลิต 8-9 ล้านตัน แต่ปัจจุบันผลิตได้จริงเพียง 2.8 ล้านตัน หรือกลุ่มเหล็กแผ่นรีดร้อน -รีดเย็น เหล็กจีไอ เหล็กแผ่นเคลือบที่ในประเทศมีความสามารถในการผลิตรวมกันราว 20 ล้านตัน แต่ปัจจุบันผลิตได้จริงเพียง 6 ล้านตันเศษ ยังเหลือกำลังผลิตที่ไม่ได้ใช้อีก 14 ล้านตัน ซึ่งยังเหลือกำลังผลิตอีกจำนวนมาก ที่สามารถรองรับตลาดได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีกำลังผลิตใหม่ หรือโรงงานใหม่เกิดขึ้นอีก
มีความเปราะบางน้อยลง
อย่างไรก็ตามปี 2569 หน้าตารัฐบาลส่วนใหญ่เป็นชุดเดิม ซึ่งที่ผ่านมามีการรับข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมฯ ไปหลายส่วน เช่น การเข้มงวดการจับสินค้าเลี่ยงภาษีอากร มีมาตรการรับมือการปกป้องสินค้าที่เข้ามาทุ่มตลาดเร็วขึ้น เมื่อมาตรการสามารถเข้มงวดได้ต่อเนื่องก็หวังว่าจะช่วยลดการนำเข้าลงได้ระดับหนึ่ง รวมไปถึงนโยบายของรัฐที่ยอมรับข้อเสนอที่จะสนับสนุนส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใช้ของในประเทศ
“ขณะนี้เศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้น ถ้าหากไทยยังไม่ปิดรูรั่วดี ๆ จะได้รับผลกระทบแน่นอน”
นายนาวา กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดปี2569 หวังว่าการใช้กำลังการผลิตเหล็กภายในประเทศน่าจะดีขึ้นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และยอมรับว่ายังมีความเปราะบางน้อยลง หรือเปรียบเสมือนว่า อุตสาหกรรมเหล็ก เราออกจากห้องไอซียูแล้ว ค่อยๆ กลับมาฟื้นตัว แต่ยังเดินไม่ได้ ดังนั้นหมอ-พยาบาลยังต้องเฝ้าดูอาการแทรกซ้อน ถ้าได้ดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไปก็จะกลับมาฟื้นตัวได้ ก็ต้องใช้เวลา






