thansettakij
thansettakij
บิ๊กเอกชนหนุน AI วาระแห่งชาติ ดันผลิตภาพอุตสาหกรรมเพิ่ม 5 เท่า

บิ๊กเอกชนหนุน AI วาระแห่งชาติ ดันผลิตภาพอุตสาหกรรมเพิ่ม 5 เท่า

08 เม.ย. 69 | 04:04 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 69 | 04:04 น.

เอกชนชี้ AI ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ “ตัวชี้ชะตา” ขีดความสามารถแข่งขันไทยในอนาคต ส.อ.ท.-หอการค้าไทย หนุนเร่งวาระแห่งชาติ ปั้นโครงสร้างข้อมูล-คน-กติกา รับเศรษฐกิจดิจิทัล ดันผลิตภาพอุตสาหกรรมพุ่ง 5 เท่า

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนนำโดยสภาอุตสาหกรรมฯ และหอการค้าไทย สนับสนุนให้รัฐบาลยกระดับการใช้ AI เป็น "วาระแห่งชาติ" เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมถูกมองว่าเป็นคำตอบสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงานได้ 3-5 เท่า เพื่อรับมือกับปัญหาสังคมสูงวัย
  • สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ร่วมมือกับกระทรวง อว. จัดทำ Roadmap ด้าน AI สำหรับภาคการผลิต (AI for Manufacturing) เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคเอกชนประเมินตรงกันว่า การปรับตัวช้าจะทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันทันที ขณะที่การเร่งนำ AI มาใช้จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ในระยะยาว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การเข้ามาของ AI กำลังสร้างความกังวลต่อแรงงานในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะซ้ำซ้อนและใช้แรงงานจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มถูกทดแทนได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวม AI จะสร้างประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมมากกว่าผลกระทบเชิงลบ

ทั้งนี้ โลกเศรษฐกิจยุคใหม่จะไม่ได้แข่งขันกันที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลให้ตอบโจทย์ตลาดได้รวดเร็วและแม่นยำมากกว่า ส.อ.ท.จึงผลักดันนโยบาย “Go AI and Digital” เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาดนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และประหยัดพลังงาน

บิ๊กเอกชนหนุน AI วาระแห่งชาติ ดันผลิตภาพอุตสาหกรรมเพิ่ม 5 เท่า

“ตัวอย่างในจีน การใช้ AI ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มหาศาล และสามารถปรับเปลี่ยนสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว นี่คือทิศทางที่ไทยต้องเร่งเดินตาม” นายเกรียงไกร กล่าว

ในมุมของภาครัฐ นายเกรียงไกรเห็นว่า การขับเคลื่อน AI จำเป็นต้องถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่มีทั้งงบประมาณ กฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างชัดเจน ปัจจุบันแม้ทุกภาคส่วนจะตื่นตัว แต่ยังขาดการบูรณาการ ทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย

ล่าสุด ส.อ.ท.ได้ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทำ Roadmap ด้าน AI ของประเทศ โดยเฉพาะในภาคการผลิต หรือ AI for Manufacturing ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกประเด็นสำคัญคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย ซึ่งจำนวนแรงงานจะลดลงต่อเนื่อง ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้แรงงานหนึ่งคนสามารถสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น 3-5 เท่า ซึ่งในมุมมองส่วนตัวมองว่า AI คือคำตอบ

“หากเราใช้ AI อย่างถูกต้อง เราจะสามารถเพิ่ม Productivity ได้มหาศาล แม้ระยะสั้นจะกระทบต่อบางอาชีพ แต่ก็จะเกิดธุรกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และบริการดิจิทัล” นายเกรียงไกร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จในการพัฒนา AI คือ ข้อมูล หรือ Data โดย AI จะมีประสิทธิภาพได้ต้องอาศัย Big Data ในการเรียนรู้ ปัจจุบันไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งอาจนำไปสู่การพึ่งพาฐานข้อมูลจากต่างประเทศ และกลายเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงในอนาคต

นายเกรียงไกรเสนอว่า ไทยจำเป็นต้องมีโรดแมปการจัดการข้อมูลระดับชาติ รวมศูนย์ข้อมูลจากทุกหน่วยงาน เพื่อพัฒนา AI ของประเทศที่สามารถควบคุมได้เอง และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับคนไทย ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเดินจากรูปแบบที่ใช้แรงงานเข้มข้น หรือ OEM ไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ภายใต้ยุทธศาสตร์ “4 GO” ได้แก่ Go Digital & AI, Go Innovation, Go Global และ Go Green เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

สอดคล้องกับมุมมองของนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ที่ระบุว่า AI เป็น สิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับภาคธุรกิจไทย หากเริ่มช้ากว่าประเทศคู่แข่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงทันที โดย AI มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ Big Data ช่วยให้การตัดสินใจมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถลดต้นทุนการบริหารจัดการได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในระยะยาวที่ต้นทุนของเทคโนโลยีจะลดลงต่อเนื่อง สวนทางกับค่าแรงที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

 “โจทย์สำคัญคือการปรับทักษะแรงงาน จากงานรูทีนไปสู่การทำงานที่ใช้ทักษะสูงขึ้น เพื่อให้เกิด Productivity ที่มากขึ้น” นายวิศิษฐ์ กล่าว