
CP จับมือ XJTLU เปิด 'Syntegrative Education Center' ขยับการศึกษาไทยรับมือยุค AI
CP จับมือ XJTLU ซีอานเจียวทง ลิเวอร์พูล เปิด “Syntegrative Education Center” ทดลองการเรียนรู้ที่เชื่อมการศึกษากับธุรกิจ และเน้นการลงมือทำจริง
KEY
POINTS
- เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย XJTLU จากจีน-สหราชอาณาจักร เปิดศูนย์ “Syntegrative Education Center” เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจและการศึกษาสำหรับยุค AI
- ใช้โมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrative Learning) ที่เน้นให้ผู้เรียนแก้ปัญหาจาก "โจทย์ธุรกิจจริง" เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นและสร้างบุคลากรที่พร้อมทำงานได้ทันที
- หลักสูตรในระยะแรกจะมุ่งเน้นด้าน AI และ Robotics, Digital Transformation และ Business & Startup เพื่อพัฒนาทักษะคนทำงานและนักศึกษาให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
วันที่ 3 มีนาคม 2569 ในวันที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว ระบบการศึกษาเองกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ว่าจะยังตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้หรือไม่
ความเคลื่อนไหวของ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ประกาศความร่วมมือกับ Xi’an Jiaotong-Liverpool University (XJTLU) มหาวิทยาลัยนานาชาติชั้นนำระดับโลกจากความร่วมมือระหว่างประเทศจีนและสหราชอาณาจักร ในการจัดตั้ง “CP COE – XJTLU : Syntegrative Education Center (Thailand)” ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค จึงไม่ใช่เพียงการเปิดศูนย์การศึกษาใหม่ แต่เป็นการวางโครงสร้าง “ระบบการเรียนรู้แห่งอนาคต” ที่เชื่อมภาคการศึกษาเข้ากับโลกธุรกิจจริง
ศูนย์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การขับเคลื่อนของ CP Center of Excellence (CP COE) ซึ่งถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ มาตรฐาน และขีดความสามารถของเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมกับเชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และธุรกิจเข้าด้วยกันในระดับสากล
แกนสำคัญของแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนวิสัยทัศน์ของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาคน” ในฐานะรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โดยระบุอีกว่า การเรียนในยุคปัจจุบันควรเป็นรูปแบบการลงมือทำจริง ได้แก้ปัญหาจริง จึงจะเกิดปัญญา โดยโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมจะเป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ และแก้ปัญหาในลักษณะเดียวกับสตาร์ทอัพ ทดลองทำจริง หากไม่สำเร็จก็ปรับปรุง และไม่ผิดซ้ำเรื่องเดิมก็จะได้เรียนรู้ พร้อมกันนี้ยังชี้ว่า การเตรียมบุคลากรให้พร้อมต่อเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องสำคัญ
เนื่องจากเครือซีพียังขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และต้องการบุคลากรจำนวนมาก อีกทั้งยังมีพันธมิตรในหลายอุตสาหกรรมที่มีองค์ความรู้ ซึ่งสามารถนำมาบูรณาการเข้าสู่หลักสูตรระยะสั้นร่วมกับมหาวิทยาลัย
การพัฒนาคนคือหัวใจของการพัฒนาประเทศ เราต้องสร้างระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับโลกจริง ให้คนสามารถคิดเป็น ทำเป็น และสร้างคุณค่าได้จริง ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาคนรุ่น
อีกด้านหนึ่ง นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ มองว่า ภาคธุรกิจสามารถเป็น Learning Center ให้กับสังคมได้จริง และควรมีบทบาทในการพัฒนาคนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
CP COE จึงถูกวางให้เป็นกลไกเชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากภาคธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ และความร่วมมือกับ XJTLU ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่ระดับนานาชาติ
ศูนย์ CP COE – XJTLU จึงถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เชื่อมการศึกษาเข้ากับโลกการทำงานและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้เรียนจะได้รับทั้งองค์ความรู้เชิงนวัตกรรม และประสบการณ์จริงจากภาคธุรกิจ ทั้งในประเทศไทยและระดับโลก
ขณะที่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ มองว่า หัวใจของการปรับตัวอยู่ที่ “รูปแบบการเรียนรู้” ซึ่งต้องเปลี่ยนจากการถ่ายทอดความรู้แบบเดิม ไปสู่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับโลกจริงมากขึ้น โดยเฉพาะการนำ “โจทย์ธุรกิจจริง” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านโมเดล Integrative Learning ที่เน้นการเชื่อมภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการศึกษา โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านปัญหาจริง ไม่ใช่เพียงการนั่งฟังในห้องเรียน แต่เป็นการทำงานในรูปแบบโครงการ (Project-based learning) ที่มุ่งไปสู่ผลลัพธ์จริง
ความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในครั้งนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เครือซีพีเท่านั้น แต่ยังเปิดให้พันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้ระบบการศึกษาสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างแท้จริง
ธีระพลชี้ว่า รูปแบบการเรียนรู้ลักษณะนี้จะช่วยยกระดับทักษะของคนในระบบ ไม่เพียงเฉพาะนักเรียนหรือนักศึกษา แต่รวมถึงคนทำงานที่ต้องการ Upskill และ Reskill ให้สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
ขณะเดียวกัน การมาถึงของ AI ทำให้บทบาทของมนุษย์ต้องเปลี่ยนไป จากผู้ใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ไปสู่ผู้ที่ต้อง “เข้าใจและใช้เป็น” เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้
เราไม่ควรเป็นแค่ผู้ใช้ AI ที่ปล่อยให้เทคโนโลยีนำทาง แต่ต้องเป็นผู้ใช้ที่มีความรู้เท่าทัน และสามารถใช้ AI เพื่อสร้างคุณค่าได้
ในเชิงโครงสร้าง หลักสูตรภายใต้ความร่วมมือนี้จะเริ่มเปิดในช่วงไตรมาส 4 โดยใช้พื้นที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค เป็นฐานหลัก และบางส่วนจะดำเนินการที่สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมมีแผนขยายในอนาคต
รูปแบบการเรียนรู้ถูกออกแบบให้รองรับผู้เรียนหลายกลุ่ม ตั้งแต่บุคลากรในองค์กรที่นำโจทย์ธุรกิจจริงเข้ามาพัฒนาเป็นโซลูชันภายในระยะเวลา 3 เดือน ไปจนถึงนักศึกษานานาชาติที่เข้ามาเรียนรู้ผ่านบริบทของประเทศไทย รวมถึงนักเรียนไทยที่ต้องการต่อยอดทักษะในรูปแบบใหม่
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ แนวโน้มของการศึกษาในอนาคต ซึ่ง ดร.ธีระพลมองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า โลกการเรียนรู้อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยเครื่องมืออย่าง AI ที่สามารถช่วยตอบคำถามและสนับสนุนการทำงานได้แทบทุกด้าน ทำให้คนรุ่นใหม่อาจไม่จำเป็นต้องรอจบปริญญาก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่สามารถเริ่มทำงานและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงควบคู่กันไปได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
การเรียนรู้ในอนาคตจะไม่ใช่ระบบแบบตายตัวอีกต่อไป แต่จะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะองค์ความรู้มีวันหมดอายุ และเราต้องเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ
ในระยะเริ่มต้น โครงการจะโฟกัสไปที่กลุ่มผู้เรียนระดับอุดมศึกษาและคนทำงานก่อน ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปสู่กลุ่มที่อายุน้อยลงในอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะเชิงผู้ประกอบการ
โดยศูนย์ดังกล่าวจะเริ่มต้นด้วย 3 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ AI และ Robotics, Digital Transformation และ Business & Startup พร้อมพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ระดับนานาชาติ
Youmin Xi กรรมการและกรรมการบริหารของ Xi’an Jiaotong-Liverpool University (XJTLU) มองว่า หากมหาวิทยาลัยยังคงทำหน้าที่เพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ อาจไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว โดยชี้ว่า การศึกษากำลังเข้าสู่ยุคของ Disruptive Innovation ที่สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องปรับบทบาทตัวเอง จากการสอนความรู้ ไปสู่การสร้างนวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้าน มิฉะนั้นอาจเผชิญกับวิกฤตจนถึงขั้นต้องปิดตัวในอนาคต
ภายใต้แนวคิดนี้ XJTLU ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยความร่วมมือระหว่างจีนและสหราชอาณาจักร กำลังเร่งปรับโครงสร้างการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา พร้อมวางยุทธศาสตร์ขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 26,000 คน และตั้งเป้าขยายเป็น 35,000 คนในอนาคตอันใกล้
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการขยายความร่วมมือมายังประเทศไทย ผ่านการจับมือกับภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนาโมเดลการศึกษาใหม่ที่เรียกว่า Celebrity Education ซึ่งเป็นการผสานมหาวิทยาลัย อุตสาหกรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ในระดับสากล
แกนหลักของแนวคิดนี้คือการพัฒนารูปแบบการศึกษาที่ก้าวข้ามกรอบเดิม โดย XJTLU อธิบายวิวัฒนาการของโมเดลการเรียนรู้ตั้งแต่ Education 1.0 ไปจนถึง 4.0 อย่างชัดเจน ในระยะเริ่มต้น การศึกษา 1.0 มุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านปัญหา (Problem-based learning) ก่อนจะพัฒนาไปสู่ 2.0 ที่เน้นการสร้างผู้ประกอบการและนวัตกรรม และต่อยอดเป็น 3.0 ที่เชื่อมมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบ Industry Ecosystem
ขณะที่เป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้า คือการก้าวสู่ Education 4.0 ซึ่งจะยกระดับจากระบบอุตสาหกรรมไปสู่ Social Ecosystem หรือระบบนิเวศทางสังคมที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดยประเทศไทยถูกวางให้เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญสำหรับการทดลองโมเดลนี้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่มนุษย์ XJTLU กลับมองว่า “บทบาทของการศึกษา” ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น แต่ต้องเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ แทนที่จะเน้นการถ่ายทอดความรู้ที่ AI สามารถทำได้ การศึกษาควรมุ่งพัฒนาทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการคิดจากความว่างเปล่า(Think from nothing)
ผู้เรียนในระบบใหม่จึงไม่ใช่เพียงผู้รับความรู้ แต่ต้องสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการต่อยอดความคิดและสร้างคุณค่าใหม่ได้
เบื้องหลังแนวคิดทั้งหมดนี้ คือปรัชญาการบริหาร “He-Xie Theory” หรือ Harmony Theory ที่ XJTLU นำมาใช้เป็นหลักในการขับเคลื่อนองค์กร โดยเน้นการผสานระหว่าง Optimizationหรือกลไกทางวิทยาศาสตร์ กับ Human Capabilityหรือศักยภาพของมนุษย์ เพื่อจัดการกับความซับซ้อนของโลกยุคใหม่อย่างสมดุล







