thansettakij
thansettakij
ประมงช็อก! รัฐชี้ ‘โอเวอร์ฟิชชิ่ง’ กดโควตาจับปลา พาณิชย์โวยเรือลดแต่ผลผลิตหด

ประมงช็อก! รัฐชี้ ‘โอเวอร์ฟิชชิ่ง’ กดโควตาจับปลา พาณิชย์โวยเรือลดแต่ผลผลิตหด

20 มี.ค. 69 | 21:00 น.

ประมงช็อก ปี 68 กรมประมง โชว์ผลจับปลา “โอเวอร์ฟิชชิ่ง” ประมงพาณิชย์” โวย จำนวนเรือ–จำนวนวันลดลง แต่ทำไมจับปลาได้ลดลง กังขาวิธีการคิดคำนวณ ขณะประมงพื้นบ้าน ล้มการประชุม ค้านประกาศมาตรา 69 ผวากวาดสัตว์น้ำวัยอ่อน 4 แสนตันเกลี้ยงทะเล

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมลดโควตาการจับปลา (TAC) ในปี 2569 โดยอ้างถึงปัญหาการทำประมงเกินศักยภาพ (Overfishing) โดยเฉพาะในฝั่งทะเลอันดามัน
  • ภาคประมงคัดค้านและตั้งข้อสงสัยต่อวิธีการคำนวณของรัฐ เนื่องจากจำนวนเรือประมงลดลงไปแล้ว แต่ปริมาณสัตว์น้ำที่ประเมินได้กลับลดลง สวนทางกับความเป็นจริง
  • การลดโควตาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงจนต้องการเลิกอาชีพเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัญหาการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรไม่ฟื้นตัว

คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ พิจารณาเห็นชอบค่าผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (MSY) ปี 2568 เพื่อใช้อ้างอิงในการออกใบอนุญาตทำการประมงสำหรับปีการประมง 2569 โดยมีค่า MSY ในปี 2568 รวม 1,533,957 ตัน เสนอปริมาณสัตว์น้ำที่อนุญาตให้ทำการประมง (TAC) สำหรับปีการประมง  2569 ร้อยละ 95 ของ MSY ปี 2568 ทุกกลุ่มสัตว์น้ำ ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ยกเว้นกลุ่มปลาผิวน้ำ ฝั่งทะเลอันดามัน เสนอค่า TAC ร้อยละ 90 ของ MSY ปี 2568  โดย TAC รวม 1,451,020 ตัน  เนื่องจากในปี 2568 มีการทำประมงมากเกินควรในฝั่งทะเลอันดามัน หรือเรียกว่า Over Fishing

นายมงคล สุขเจริญคณา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประมงทะเลนอกชายฝั่ง เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึง ปัญหาค่า MSY คือ การคำนวณค่า MSY แล้วและมีการลดวันทำการประมง เรือประมงที่เคยมีอยู่ประมาณ 1 หมื่นกว่าลำ ได้วันทำการประมง 220-240 วัน ซึ่งการเก็บตัวเลขแบ่งจัดสรรให้ชาวประมงมีการถดถอยทุกปี การที่ใช้คำว่า Over Fishing คือมีจำนวนเรือมากกว่าสัตว์น้ำ ประเด็นนี้ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงทะเลได้กล่าวรายงาน ในเมื่อมีการนำเรือออกนอกระบบไปแล้วเป็นจำนวนมาก ทำไมค่าทรัพยากรที่คำนวณได้ถึงมีปริมาณลดลงเรื่อย ๆ ทั้งที่จำนวนเรือลดลงจำนวนทรัพยากรควรจะต้องมีปริมาณเพิ่มขึ้น

สำหรับในปี 2568 มีเรือประมงพาณิชย์มาขอใบอนุญาตทำการประมง 9,300 ลำ มีเรือประมงพาณิชย์ที่ออกไปทำการประมงประมาณ 6,000 กว่าลำ ที่ทราบเพราะเรือประมงทุกลำต้องมาขอรหัสน้ำมันเขียวจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย แสดงว่ามีเรือที่มาขอใบอนุญาตแล้วไม่ได้ออกไปทำการประมงประมาณ 3,000 กว่าลำ ทำให้มีข้อสงสัยว่า การคำนวณค่า MSY แบบที่ดำเนินการอยู่คิดอย่างไร และที่กล่าวว่าฝั่งทะเลอันดามันมีการจับสัตว์น้ำมากทำให้ค่า MSY ลดเหลือ 90% ก็ไปกระทบกับชาวประมงที่จะเดือดร้อนเพิ่มขึ้น และสุดท้ายก็ต้องเลิกอาชีพนี้ไป ขณะนี้สมาคมฯ ได้รับการประสานจากสมาคมท้องถิ่นแจ้งจำนวนเรือเพื่อขอออกนอกระบบประมาณ  2,200 กว่าลำ โดยชาวประมงอยากเลิกอาชีพ อาจจะต้องมาร่วมกันช่วยคิดค่า MSY ใหม่

 

ประมงช็อก! รัฐชี้ ‘โอเวอร์ฟิชชิ่ง’ กดโควตาจับปลา พาณิชย์โวยเรือลดแต่ผลผลิตหด

นายปิยะ เทศแย้ม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประมงทะเลชายฝั่ง กล่าวว่า  ประเทศไทยได้นำระบบโควตาของประเทศเยอรมนีมาใช้ในประเทศไทย ยังเป็นเพียงการยึดตามหลักการในตำรา แต่ยังไม่เข้าถึง “แก่น” ของระบบอย่างแท้จริง เนื่องจากระบบที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถประเมินปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำได้ชัดเจน เช่น หากมีสัตว์น้ำ 100,000 กิโลกรัม ระบบต้องคำนวณได้ว่าควรจับได้เท่าไร จึงจะไม่เกินระดับการจับสูงสุดที่ยั่งยืน (MSY)

 ทั้งนี้ หากมีการทำประมงเกินกว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นตัวได้ จะส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงต่อเนื่อง กระทบต่อสมดุลระบบนิเวศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสัตว์น้ำหลายชนิด

นายปิยะ ยังแสดงความกังวลต่อการเร่งรีบ “หลักเกณฑ์ และวิธีการศึกษาวิจัยการใช้เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร ทำการประมงในเวลากลางคืน พ.ศ....  ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายรองจากทั้งหมด 23 ฉบับ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับตั้งแต่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2568 พ.ศ. 2568 ได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 อยากให้รอบคอบมากกว่านี้ ทำให้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 จึงได้เลื่อนประชุมออกไปจนกว่าจะมีรัฐบาลปกติเข้ามาบริหาร

“การจับสัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมาก เท่ากับตัดวงจรการขยายพันธุ์ในอนาคต เป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและทรัพยากรระยะยาว อย่างไรก็ดีหากภาครัฐจะเดินหน้าอนุญาตใช้เครื่องมือดังกล่าว จำเป็นต้องมีงานวิจัยรองรับอย่างชัดเจนเพื่อสร้างการยอมรับจากทุกภาคส่วน ควบคู่กับมาตรการตามกฎหมาย”

นายปิยะ กล่าวว่า ยกตัวอย่าง จากปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ปีละประมาณ 1.2 ล้านตัน มีสัตว์น้ำวัยอ่อนถึง 1 ใน 3 หรือราว 400,000 ตัน ซึ่งมีมูลค่าไม่เกินกิโลกรัมละ 10 บาท รวมมูลค่าราว 4,000 ล้านบาท แต่หากปล่อยให้เติบโตจนโตเต็มวัย จะสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า 30,000 ล้านบาท จากปริมาณเพียง 300,000 ตัน โดยเฉพาะในภาคประมงพื้นบ้าน

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,185 วันที่ 22 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2569