thansettakij
thansettakij
กุ้งไทยได้เปรียบภาษีสหรัฐ  เกษตรกรเร่งเลี้ยง ดันผลผลิตทะลุ 4 แสนตัน

กุ้งไทยได้เปรียบภาษีสหรัฐ เกษตรกรเร่งเลี้ยง ดันผลผลิตทะลุ 4 แสนตัน

16 มี.ค. 2569 | 11:11 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มี.ค. 2569 | 11:11 น.

อุตสาหกรรมกุ้งไทยส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังสหรัฐเก็บภาษีนำเข้า 15% บวกเอดี 2.01% รวม 17.01% ต่ำสุดในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกหลัก ยังแข่งขันได้ในตลาดโลก เกษตรกรมั่นใจเพิ่มการเลี้ยงดันผลผลิตทะลุ 4 แสนตัน พร้อมเสนอรัฐยกระดับกุ้งเป็น “วาระแห่งชาติ” และเร่งเจรจา FTA เปิดตลาดใหม่เพิ่มส่วนแบ่งส่งออก

KEY

POINTS

  • กุ้งไทยได้เปรียบด้านภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยมีอัตราภาษีรวม 17.01% ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งหลักอย่างอินโดนีเซีย เอกวาดอร์ และเวียดนาม
  • เกษตรกรมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การลงเลี้ยงลูกกุ้งในช่วงไตรมาสแรกของปีขยายตัวกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • สมาคมกุ้งไทยตั้งเป้าหมายผลักดันผลผลิตกุ้งทั้งปีให้กลับมาสูงกว่า 400,000 ตัน เพื่อให้สามารถส่งออกได้มากกว่า 250,000 ตัน

อุตสาหกรรมกุ้งไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในปีนี้ จากปัจจัยภาษีนำเข้าของสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับแข่งขันได้ ประกอบกับความเชื่อมั่นของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ทำให้การลงลูกกุ้งในช่วงต้นปีขยายตัวชัดเจน

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมกุ้งไทยท่ามกลางความผันผวนของนโยบายการค้าโลกว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยในปีนี้มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการทางภาษีและนโยบายการค้าที่คาดเดาได้ยากจากฝั่งสหรัฐอเมริกา แต่ยังมีความเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถผลักดันการส่งออกได้มากกว่า 250,000 ตัน หากสามารถเพิ่มผลผลิตกลับมาได้มากกว่า 400,000 ตัน

ทั้งนี้ ปัจจัยบวกในช่วงต้นปีมาจากการประกาศอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐรอบล่าสุดที่กำหนดไว้ที่ 15% เท่ากันทั้งหมด และเมื่อรวมกับอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ล่าสุดที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งไทยอยู่ที่ 2.01% ทำให้ภาษีรวมของกุ้งไทยส่งออกไปสหรัฐอยู่ที่ 17.01%

เอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย

 

แม้อัตราภาษีดังกล่าวจะใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง แต่ถือว่าไทยมีอัตราต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกหลัก ทำให้ยังสามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐ แม้จะมีกรอบเวลาชัดเจนเพียงประมาณ 150 วัน แต่ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

สำหรับอัตราภาษีกุ้งของประเทศผู้ส่งออกอื่น ได้แก่ อินโดนีเซีย 18.78% เอกวาดอร์ 15%-28.75% เวียดนาม 22.42% และอินเดีย 24.58% อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังมองว่านโยบายภาษีของสหรัฐยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นนโยบายที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามทิศทางการตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐ จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

อีกหนึ่งปัจจัยบวกคือการผลิตกุ้งในประเทศ หลังจากสามารถสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรทั้งด้านตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรตัดสินใจลงลูกกุ้งในช่วงไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

กุ้งไทยได้เปรียบภาษีสหรัฐ  เกษตรกรเร่งเลี้ยง ดันผลผลิตทะลุ 4 แสนตัน

แม้ว่าปีนี้จะมีแนวโน้มเผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งจากปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญ แต่กลับมองว่าอากาศลักษณะดังกล่าวอาจส่งผลดีต่อการเลี้ยงกุ้งมากกว่าอากาศหนาวหรือฝนตก เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในตลาด

นายเอกพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญคือไทยต้องเร่งกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่น ไม่พึ่งพาตลาดสหรัฐเพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีต ซึ่งเคยมีสัดส่วนสูงถึง 60% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 20% เท่านั้น

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีตลาดสำคัญอื่นรองรับ ได้แก่ ญี่ปุ่นประมาณ 20% จีนประมาณ 20% และตลาดอาเซียนรวมถึงการบริโภคภายในประเทศอีกประมาณ 20-25% ซึ่งกลยุทธ์การกระจายตลาดนี้เปรียบเสมือนการมีแหล่งรายได้หลายทาง ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับรายได้ของเกษตรกรในระยะยาว

กุ้งไทยได้เปรียบภาษีสหรัฐ  เกษตรกรเร่งเลี้ยง ดันผลผลิตทะลุ 4 แสนตัน

ทั้งนี้ ในเร็วๆ นี้ สมาคมกุ้งไทยเตรียมทำหนังสือขอเข้าพบตัวแทนรัฐบาล เพื่อผลักดันให้สินค้ากุ้งได้รับการดูแลในระดับ “วาระแห่งชาติ” โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโรคกุ้ง และเพิ่มผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ปัจจุบันตลาดกุ้งยังมีความต้องการสูง แต่ภาคเอกชนยังไม่กล้ารับคำสั่งซื้อจำนวนมาก เนื่องจากกังวลว่าการผลิตจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้นจึงต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินมาตรการทั้ง 11 มาตรการที่เคยเสนอไปก่อนหน้านี้ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ สมาคมยังเสนอให้ภาครัฐเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งในอดีตไทยเคยส่งออกกุ้งไปยุโรปได้สูงถึง 60,000 ตันต่อปี ก่อนที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ส่งผลให้ปริมาณส่งออกลดลงเหลือเพียงประมาณ 200 ตัน

หากไทยสามารถทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปได้สำเร็จ จะช่วยฟื้นตลาดส่งออกกลับมาได้ แม้จะเริ่มต้นเพียง 30,000-40,000 ตันต่อปี ก็ถือเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประเทศ นอกจากนี้ยังมีการผลักดันเอฟทีเอกับแคนาดาและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงเช่นกัน

“สมาคมเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้อีกครั้ง เพื่อผลักดันมาตรการระยะยาวในการแก้ปัญหาโรคกุ้ง และพัฒนาการเลี้ยงอย่างยั่งยืน ทำให้ปริมาณการผลิตมีความสม่ำเสมอ ผู้ส่งออกจะกล้ารับคำสั่งซื้อ และราคาก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้น” นายเอกพจน์ กล่าว

พร้อมย้ำว่า จุดแข็งสำคัญของกุ้งไทยคือการผลิตที่ปลอดสารแอนติไบโอติก โดยเกษตรกรมีการตรวจสอบ 100% ทำให้ผู้ซื้อมีความมั่นใจในคุณภาพมากกว่ากุ้งจากบางประเทศที่เพิ่งเริ่มมีระบบตรวจสอบสารตกค้าง เช่น เวียดนาม และอินเดีย