
‘ซีวิค อโกรเทค’ เปิด Plant Factory 2 รับเทรนด์เกษตรอัจฉริยะ
AI ปลูกผักบูม “ ซีวิค อโกรเทค” เปิด Plant Factory แห่งที่ 2 รับดีมานด์ผู้บริโภคยุคใหม่ สถาบันอาหาร ชูเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ฝ่าวิกฤต Climate Change แนะรัฐปั้นสมาร์ทฟาร์เมอร์ สู่เป้าหมาย Wellness Hub ระดับโลก ด้านกระทรวงเกษตรฯ ชี้ต้นทุนยังสูง เกษตรกรเข้าถึงยาก แต่ต้องเร่งมาตรฐานรองรับ
KEY
POINTS
- ซีวิค อโกรเทค ขยายการลงทุนสร้าง Plant Factory แห่งที่ 2 เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น หลังโรงงานแห่งแรกได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
- โรงงานใหม่นำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะที่พัฒนาโดยคนไทยมาใช้ เช่น AI และ Image Processing เพื่อควบคุมการผลิต ตรวจสอบคุณภาพ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
- มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ และตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารปลอดภัยและมีคุณภาพสูง
กระแส เกษตรอัจฉริยะ–อาหารปลอดภัย กำลังเร่งตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคเอกชนเดินหน้าลงทุนเทคโนโลยีการผลิตยุคใหม่ ล่าสุด ซีวิค อโกรเทค จำกัด ประกาศขยาย Plant Factory แห่งที่ 2 หลังโรงงานแรกได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างล้นหลาม
นายชาคริต คนธรรพ์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีวิค อโกรเทค จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทเปิดตัว Plant Factory แห่งที่ 1 เมื่อราว 5 ปีก่อน ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดี ทำให้กำลังการผลิตเดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด บริษัทจึงตัดสินใจขยายการลงทุนสร้าง Plant Factory แห่งที่ 2 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดเกษตรปลอดภัยและเกษตรอัจฉริยะ
จุดเด่นของโครงการใหม่นี้คือการยกระดับเทคโนโลยีการเกษตรด้วยนวัตกรรม AI และ Image Processing ที่พัฒนาโดยคนไทย โดยประกอบด้วย 1.Image Processing ใช้ตรวจจับการเจริญเติบโตและวิเคราะห์สุขภาพของพืชอย่างแม่นยำ 2.AI (Artificial Intelligence) ช่วยบริหารจัดการระบบการผลิตและระบุล็อตสินค้าได้อย่างเป็นระบบ และ 3.Traceability หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับ สามารถติดตามข้อมูลได้ทันทีว่าพืชปลูกเมื่อใด และจำหน่ายให้ใคร
นายชาคริตกล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นนวัตกรรมการเกษตรขั้นสูงของไทย โดยบริษัทเป็นผู้ผลิตไทยรายแรกที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นใช้เองในประเทศ พร้อมตั้งเป้าถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรไทย เนื่องจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมมักได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ
ทั้งนี้ เทคโนโลยี Plant Factory จะช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูงได้อย่างสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงจากภัยแล้งหรือฝนตกหนัก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเริ่มเลือนลางลง จากการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาผสมผสานมากขึ้น โดยสถาบันอาหารทำหน้าที่เป็นตัวกลางนำเทคโนโลยีและงานวิจัย (R&D) มายกระดับสินค้าเกษตรต้นทาง เพื่อส่งต่อวัตถุดิบคุณภาพสู่กระบวนการแปรรูป เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์
ผู้บริโภคทั่วโลกขณะนี้ไม่ได้ต้องการเพียงปริมาณอาหารที่เพียงพอ แต่ให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการ และสุขภาพมากขึ้น จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบอาหารยุคใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยลดข้อจำกัดจากปัจจัยธรรมชาติ เช่น ภัยแล้ง หรือแมลงศัตรูพืช นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สามารถปลูกพืชในพื้นที่จำกัด เช่น เขตอุตสาหกรรม หรือที่อยู่อาศัยอย่างคอนโดมิเนียม โดยให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกแบบดั้งเดิมในพื้นที่เท่ากัน และช่วยลดความเสี่ยงจากต้นทุนแรงงานและต้นทุนการผลิตที่ผันผวน
ทั้งนี้ สถาบันอาหาร ได้แนะนำให้บริษัทฯซีวิค อะโกรเทค ให้ต่อยอดโมเดล พร้อมวิเคราะห์จุดคุ้มทุนไว้แล้ว เพื่อช่วยลดระยะเวลาและงบประมาณในการทำ R&D ของผู้ประกอบการ ที่จะนำไปทำธุรกิจต่อคล้ายโมเดลแฟรนไชส์
ด้านนางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นทางออกสำคัญในการรับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด และแมลงศัตรูพืช อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่ยังสูงยังเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้เกษตรกรทั่วไปเข้าถึงเทคโนโลยีได้ยาก
ขณะเดียวกัน การผลิตแบบอัจฉริยะที่ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด แม้มีความปลอดภัยสูง แต่ปัจจุบันภาครัฐยังไม่มีมาตรฐานรองรับเฉพาะ หากรูปแบบการผลิตนี้ขยายตัวมากขึ้น จำเป็นต้องเร่งจัดทำมาตรฐานการรับรอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรองรับการเติบโตของสินค้าเกษตรอัจฉริยะในอนาคต
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,182 วันที่ 12 - 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

