
เวียดนามขยับใหญ่ พลิกโฉมอุตสาหกรรมข้าว สู่ตลาดมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ บุกตลาดโลก
เวียดนามเดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวครั้งใหญ่ มุ่งสู่การผลิตคาร์บอนต่ำและยกระดับมูลค่าเพิ่ม ผ่านโครงการพื้นที่ข้าวคุณภาพสูง 1 ล้านเฮกตาร์ในเมกงเดลตา พร้อมบุกตลาดแอฟริกาและอาเซียน เปิดโอกาสและความท้าทายใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย
สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ภาคการผลิตข้าวของเอเชีย รวมถึงเวียดนาม กำลังอยู่ในช่วงการปรับทิศทางเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ จากแนวทางที่มุ่งขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มปริมาณผลผลิต ไปสู่การยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหน่วยพื้นที่ให้สูงขึ้น ท่ามกลางอุปทานข้าวโลกที่อยู่ในระดับสมดุล โดยในปีการผลิต 2568–2569 คาดว่าผลผลิตข้าวทั่วโลกจะอยู่ที่ประมาณ 556.4 ล้านตัน และหลายประเทศบรรลุระดับความมั่นคงทางอาหารแบบพึ่งพาตนเองได้แล้ว
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในระยะต่อไปมิใช่การเพิ่มปริมาณผลผลิต หากแต่เป็นแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อกำหนดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมาตรฐานการนำเข้าที่เข้มงวดมากขึ้นในตลาดโลก ส่งผลให้โมเดลเติบโตแบบเดิมที่เน้นปริมาณไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันอีกต่อไป
เวียดนามจึงเร่งผลักดันการเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาภาคข้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีข้าวเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่มูลค่า (rice economy) ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต คุณภาพสินค้า และการสร้างมูลค่าเพิ่ม แม้เวียดนามจะมีผลผลิตข้าวเฉลี่ยสูงถึง 6 ตันต่อเฮกตาร์ และมีผลผลิตรวมมากกว่า 43 ล้านตันต่อปี แต่ศักยภาพในการเพิ่มปริมาณเริ่มถึงขีดจำกัด ทำให้การพัฒนาระยะต่อไปมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพและส่งเสริมการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (low-emission production)
กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามได้ดำเนินโครงการสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำจำนวน 1 ล้านเฮกตาร์ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ควบคู่กับแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตพืชช่วงปี 2568–2578 เกษตรกรที่เข้าร่วมต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน ทั้งการบริหารน้ำแบบสลับเปียกสลับแห้ง (AWD) การลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี และการจัดการฟางข้าวอย่างเหมาะสม ผลการทดลองนำร่องพบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ราวร้อยละ 20–40 และเพิ่มกำไรสุทธิของเกษตรกรได้มากกว่าร้อยละ 30
นอกจากนี้ เวียดนามอยู่ระหว่างพัฒนาระบบการวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิตในภาคการเกษตร พร้อมส่งเสริมการใช้โดรนในการหว่านเมล็ดและใส่ปุ๋ย รวมถึงระบบบันทึกข้อมูลการผลิตในรูปแบบดิจิทัล เพื่อรองรับข้อกำหนดของตลาดนำเข้าในระดับสากล ในเชิงสถาบัน สหกรณ์การเกษตรทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการจัดระเบียบการเพาะปลูก เชื่อมโยงเกษตรกรกับภาคธุรกิจ และเพิ่มอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่า
ด้านการส่งออก ในเดือนมกราคม 2569 ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นตลาดหลักด้วยปริมาณนำเข้ากว่า 331,000 ตัน มูลค่า 147.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวร้อยละ 51 ของปริมาณส่งออกทั้งหมด ขณะที่แนวโน้มการกระจายตลาดเริ่มชัดเจนขึ้น โดยในปี 2568 กานาเพิ่มการนำเข้าข้าวจากเวียดนามร้อยละ 21.3 โกตดิวัวร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.5 และบังกลาเทศเพิ่มขึ้นถึง 125 เท่า สะท้อนศักยภาพของตลาดเกิดใหม่ในการลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงรายเดียว
ในระดับภูมิภาค เวียดนามเสนอความร่วมมือด้านการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ การปรับมาตรฐานการผลิตคาร์บอนต่ำร่วมกัน และเรียกร้องให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศสนับสนุนผ่านกลไกการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ (climate finance) และกลไกการจ่ายเงินตามผลลัพธ์ (results-based payment) เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าข้าวในระดับภูมิภาค
สำหรับผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดทั้งแรงกดดันและโอกาส ในด้านหนึ่ง เวียดนามอาจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดข้าวระดับกลางถึงล่างในอาเซียนและแอฟริกามากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการเทคโนโลยีเกษตร เครื่องจักร ระบบดิจิทัล และบริการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นจากโครงการขนาดใหญ่นี้เปิดช่องทางธุรกิจใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปมีบทบาทได้ ผู้ประกอบการจึงควรเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม พัฒนาสินค้าที่มีความแตกต่างด้านคุณภาพและมูลค่าเพิ่ม และติดตามนโยบายตลาดคาร์บอนและมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ที่มา: สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม

