
“รพีภัทร์” เร่งแผนปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ งบ 6 พันล้าน การันตีปุ๋ยพอทั้งฤดูกาล
เกษตรวิถีใหม่มาแล้ว วันนี้ (8 พ.ค.69) จับตา “รพีภัทร์” นั่งหัวโต๊ะ ดันปุ๋ยอินทรีย์ -ปุ๋ยชีวภาพ 70 ผสมเคมี 30 ลดพึ่งพานำเข้า ใช้งบ 6 พันล้าน เพิ่มผลผลิต ยกภาคเกษตรสู่ความยั่งยืนระยะยาว พร้อมยืนยันปุ๋ยมีเพียงพอ ทั้งฤดูกาล ห้ามกักตุน-ขึ้นราคา
KEY
POINTS
- กรมวิชาการเกษตรเร่งขับเคลื่อนแผนส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ ด้วยงบประมาณ 6,000 ล้านบาท เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี
- เสนอแนวทางปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน (เคมี 70% : อินทรีย์-ชีวภาพ 30%) และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดต้นทุนและสร้างความยั่งยืน
- ยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยมีเพียงพอต่อความต้องการตลอดฤดูกาลผลิต พร้อมกำกับดูแลราคาไม่ให้มีการกักตุน และขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าจะไม่เกิดการขาดแคลน
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ตามที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน” พร้อมผลักดันให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้าปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศนั้น
ต่อมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ผ่านมาตรการเร่งด่วน 5 ด้าน โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์ ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี
ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้เสนอแนวทางปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยในรูปแบบผสมผสาน โดยลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงเหลือ 70% และเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพ 30% รวมถึงส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินให้เหมาะสมกับดินและเพียงพอต่อความต้องการของพืช เพื่อสร้างสมดุลด้านต้นทุน ผลผลิต และความยั่งยืนของดินในระยะยาว
นายรพีภัทร์ กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างเตรียมประชุมบูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อกำหนดแนวทางดูแลพื้นที่เกษตรทั่วประเทศกว่า 147.73 ล้านไร่ ครอบคลุมทั้งนาข้าวกว่า 60 ล้านไร่ พืชไร่ และพืชสวน โดยจะร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร เพื่อจัดสรรงบประมาณ 6,000 ล้านบาท ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“ในวันนี้ (8 พ.ค.69) จะมีการประชุมร่วมกันเพื่อแบ่งกลุ่มการดูแลออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนาข้าว กลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย รวมถึงกลุ่มพืชสวน เช่น ทุเรียน ลำไย ยางพารา และกาแฟ เพื่อวางแผน Allocate เม็ดเงินและงบประมาณให้ตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่”
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางและสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบเฮอร์มูส ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งและราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนา “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ” เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิต และสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคเกษตรไทย
โครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นเกษตรกรที่พร้อมปรับเปลี่ยนสู่แนวทางเกษตรยั่งยืนและเกษตรอินทรีย์ โดยการใช้ปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาว รวมถึงช่วยเสริมความแข็งแรงของรากพืช ลดปัญหาโรคและแมลง และเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับธาตุอาหารของพืช สอดรับกับนโยบาย “เกษตรคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Agriculture) ที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล
“ผมยืนยันในฐานะนักวิชาการเกษตรว่า การใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานในสัดส่วน 70:30 ยังสามารถทำให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีเท่าเดิม หรืออาจดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่งผลให้ดินเสื่อมและเกิดปัญหาโรคแมลงสะสมในระยะยาว”
พร้อมกันนี้ ยังได้ชี้แจงเรื่องมาตรฐานปุ๋ยว่า หากเป็น “ปุ๋ยเพื่อการค้า” จะต้องขึ้นทะเบียนและผ่านการรับรองตามพระราชบัญญัติปุ๋ยของกรมวิชาการเกษตรอย่างเคร่งครัด แต่หากเป็นการผลิตใช้เองในชุมชนหรือผ่านกลุ่มหมอดินเพื่อแจกจ่ายโดยไม่ได้จำหน่ายเชิงพาณิชย์ สามารถดำเนินการได้ภายใต้องค์ความรู้และคำแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐ
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชีวภัณฑ์และปุ๋ยชีวภาพให้แก่ผู้ประกอบการ SME ไทย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจภายในประเทศและลดการนำเข้า โดยชีวภัณฑ์ทุกชนิดต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตรก่อนออกสู่ตลาด
อย่างไรก็ตาม นายรพีภัทร์ ยังฝากถึงเกษตรกรให้ปรับตัวสู่ “วิถีใหม่” ด้วยการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือ “ปุ๋ยสั่งตัด” เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืนส่วนสถานการณ์ปุ๋ยในช่วงฤดูกาลผลิตตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงสิ้นปีนี้ ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีปุ๋ยเพียงพอต่อความต้องการ แม้ปุ๋ยยูเรียบางส่วนอาจตึงตัว แต่ยังมีปุ๋ยสูตรผสมอื่นทดแทนได้ เช่น สูตร 4-20-5 ที่กำลังได้รับความนิยมในหลายพื้นที่
“กรมฯ ได้กำชับผู้ประกอบการรายใหญ่ให้จำหน่ายปุ๋ยในราคาปกติ ห้ามกักตุนหรือปรับขึ้นราคาปุ๋ยในสต็อก พร้อมประสานกรมการค้าภายในออกประกาศราคากลางแล้ว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเริ่มนำเข้าปุ๋ยจากแหล่งผลิตอื่นนอกตะวันออกกลางเพิ่มเติม จึงขอให้เกษตรกรมั่นใจว่า ปุ๋ยจะไม่ขาดแคลน และไม่ต้องตื่นตระหนก” นายรพีภัทร์ กล่าวทิ้งท้าย







