
‘4 วัน 561 ชีวิต’ สหรัฐ–อิสราเอล ปะทะอิหร่าน จับตาขั้นเลวร้าย 1 เดือนนับจากนี้
นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงล่าสุด ณ วันที่ 3 มีนาคม 2569 ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ยกระดับจากปฏิบัติการจำกัดเป้าหมายสู่การเผชิญหน้าที่ขยายวงรวดเร็วทั่วตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเพียง 4 วัน (28 ก.พ. - 3 มี.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 561 คน ส่วนใหญ่อยู่ในอิหร่าน
- สถานการณ์ได้บานปลายจากการโจมตีจำกัดเป้าหมายเป็นการเผชิญหน้าในวงกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบแล้วอย่างน้อย 9 ประเทศในตะวันออกกลาง
- มีการคาดการณ์ว่าใน 1 เดือนข้างหน้า สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงสู่สงครามระดับภูมิภาค ซึ่งจะทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหลายพันคนและกระทบเศรษฐกิจโลก
นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงล่าสุด ณ วันที่ 3 มีนาคม 2569 ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ยกระดับจากปฏิบัติการจำกัดเป้าหมายสู่การเผชิญหน้าที่ขยายวงรวดเร็วทั่วตะวันออกกลาง
ภายหลังการเปิดฉากโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยฝ่ายวอชิงตันและเทลอาวีฟให้เหตุผลด้านความมั่นคง ขณะที่เตหะรานประกาศตอบโต้เต็มรูปแบบ สถานการณ์เพียง 4 วันแรกส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสะสมอย่างน้อย 561 คน(28 ก.พ.-3 มี.ค.) และกลายเป็นจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ที่ทั่วโลกจับตา
ข้อมูลจาก Reuters และ Al Jazeera รายงานว่า ในฝั่งอิหร่านมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 555 คนจากการถูกโจมตีหลายระลอก ครอบคลุมทั้งพื้นที่ทางทหารและเขตเมือง แม้ยังไม่มีการจำแนกสัดส่วนทหารกับพลเรือนอย่างเป็นทางการ แต่แหล่งข่าวด้านมนุษยธรรมระบุว่ามีพลเรือนรวมอยู่เป็นจำนวนมาก
ขณะที่สหรัฐฯ ยอมรับว่ามีทหารเสียชีวิตแล้ว 6 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีกนับสิบราย จากการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านต่อฐานทัพสหรัฐในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนอิสราเอลมีรายงานผู้เสียชีวิตราว 9–11 คนจากการยิงตอบโต้เข้าพื้นที่เมือง ตัวเลขรวมขั้นต่ำจึงอยู่ที่ 561–572 รายภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการสรุปข้อมูลครบถ้วนรายวัน
รายงานจาก The Guardian ระบุว่าความขัดแย้งได้ขยายแรงสั่นสะเทือนไปยังอย่างน้อย 9 ประเทศในภูมิภาค ทั้งซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เลบานอน จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรอิหร่านและการยกระดับการป้องกันฐานทัพสหรัฐฯ สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าหลายแนวรบพร้อมกัน ซึ่งอาจทำให้ความสูญเสียทวีคูณในเวลาอันสั้น
เมื่อพิจารณาทิศทาง 30 วันข้างหน้า ภายใต้สมมติฐานว่าสงครามอาจกินเวลาราว 4 สัปดาห์ตามที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯประกาศ ความเป็นไปได้แบ่งออกได้เป็นสามฉากทัศน์หลัก
ฉากทัศน์แรก “สงครามจำกัดวง” ที่การโจมตีมุ่งเป้าโครงสร้างทางทหารและลดการกระทบพลเรือน หากเป็นเช่นนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มในระดับหลักร้อยปลาย ๆ แต่ไม่ทะลุหลักพันในเดือนแรก
ฉากทัศน์ที่สอง "สงครามภูมิภาค” หากกลุ่มพันธมิตรอิหร่าน เช่น ฮิซบอลเลาะห์ เปิดแนวรบเต็มรูปแบบกับอิสราเอล ตัวเลขความสูญเสียอาจเพิ่มอีกหลายพันราย และทำให้เส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียตกอยู่ในความเสี่ยงสูง รวมถึงบางประเทศในตะวันออกกลางที่ถูกอิหร่านโจมตี อาจใช้มาตรการตอบโต้ด้วยอาวุธต่ออิหร่าน
ส่วนฉากทัศน์รุนแรงที่สุด คือการเผชิญหน้าตรงระหว่างกองกำลังหลักของทุกฝ่าย ในระดับรุนแรงและเลวร้ายที่สุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิต โครงสร้างพลังงานโลก และอาจดึงชาติมหาอำนาจอื่นเข้าสู่สมรภูมิทางอ้อม
ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มปรากฏทันที ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นหลังข่าวการโจมตี เนื่องจากตลาดกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ล่าสุดอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบนี้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดผ่านของน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก หากความขัดแย้งลุกลาม ราคาพลังงานอาจเพิ่มขึ้นอีก 10–20% ในระยะสั้น และอาจปรับขึ้นมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในระยะถัดไป และจะส่งผลกระทบต่อกระทบต้นทุนการผลิต การขนส่ง และเงินเฟ้อทั่วโลก ตลาดทุนผันผวนราคาทองคำสินทรัพย์ปลอดภัยอาจพุ่งไม่หยุดจากความไม่แน่นอน ขณะที่สายการบินจำนวนมากต้องปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าเสี่ยง เพิ่มต้นทุนและระยะเวลาการเดินทาง
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจะสะท้อนผ่านราคาน้ำมันที่เวลานี้หลายค่ายเริ่มปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกแล้ว รวมถึงผลกระทบต่อค่าขนส่ง ทั้งค่าระวางเรือ ค่าระวางเครื่องบินที่จะกระทบต่อต้นทุนภาคการส่งออก การนำเข้าน้ำมันดิบจะมีต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาพลังงานในประเทศและกำลังซื้อประชาชน
ขณะเดียวกันมีแรงงานไทยอาศัยอยู่ในตะวันออกกลางมากกว่า 100,000 คนในหลายประเทศ หากแนวรบขยายตัว ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นคนไทยในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากสถานทูต ต้องเตรียมเอกสารสำคัญ และมีแผนอพยพสำรอง ส่วนผู้ที่อยู่ในไทยควรเตรียมรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายและติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด
แม้สงครามเพิ่งผ่านไปเพียง 4 วัน แต่ตัวเลขอย่างน้อย 561 ชีวิตที่สูญเสียไปสะท้อนว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนระดับภูมิภาคที่อาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลกในปีนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะมีความสูญเสียเพิ่มหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าความรุนแรงจะถูกจำกัดวงได้ทันก่อนตัวเลขจะขยับจากหลักร้อยสู่หลักพันภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าหรือไม่?






