thansettakij
'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' จ่อปลุกตลาด ไข่–หมู–ข้าวถุง คึกคัก

'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' จ่อปลุกตลาด ไข่–หมู–ข้าวถุง คึกคัก

12 ก.พ. 2569 | 08:51 น.

สมาคมผู้ค้าไข่ ผู้เลี้ยงสุกร และโรงสี ชี้มาตรการ 'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' จ่อปลุกตลาด ไข่–หมู–ข้าวถุง คึกคัก ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้จริง เสนอทยอยจ่ายรายเดือน หวังเงินหมุนต่อเนื่อง ไม่สะดุดกลางทาง

KEY

POINTS

  • โครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเพิ่มยอดขายสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ไข่ไก่ เนื้อหมู และข้าวสารบรรจุถุง
  • ตัวแทนผู้ค้าไข่และโรงสีข้าวเสนอให้รัฐบาลทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นงวดๆ (รายเดือนหรือรายสัปดาห์) แทนการให้เงินก้อนเดียว เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายที่ต่อเนื่อง
  • สมาคมผู้เลี้ยงสุกรชี้ว่า นอกจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นแล้ว รัฐบาลควรแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อพยุงราคาหมู โดยการปราบปรามหมูเถื่อนและส่งเสริมการส่งออก

โครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ที่กำลังจะเดินหน้าอีกครั้ง ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะช่วยเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ กระตุ้นการใช้จ่าย และพยุงราคาสินค้าเกษตรสำคัญทั้งไข่ไก่ เนื้อหมู และข้าวถุง

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ตัวแทน 3 สมาคมหลัก ทั้งผู้ค้าไข่ไทย โรงสีข้าวไทย และผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ถึงมุมมองต่อมาตรการดังกล่าว ผลกระทบต่อทิศทางราคา และข้อเสนอเชิงนโยบายที่อยากเห็นจากภาครัฐ เพื่อให้การอัดฉีดเม็ดเงินครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแรงกระตุ้นระยะสั้น แต่ต่อยอดสู่การฟื้นกำลังซื้ออย่างยั่งยืนในภาพรวมเศรษฐกิจไทย

สมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย

นายสุธาศิน อมฤก เลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย กล่าวว่า ถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างแน่นอน แม้ระดับผลลัพธ์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรูปแบบการดำเนินงาน แต่หากเป็นไปได้ อยากให้รัฐบาลทยอยจ่ายเป็นรายเดือนและทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้สินค้าในระบบหมุนเวียนได้สม่ำเสมอ

ทั้งนี้ ปัจจุบันกำลังซื้อของประชาชนหดตัวลงอย่างชัดเจน ขาดแรงกระตุ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจซบเซา จึงควรเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงมาตรการได้อย่างทั่วถึง ไม่ใช่เฉพาะสินค้าไข่ไก่เท่านั้น แต่ยังช่วยพยุงยอดขายสินค้าอื่น ๆ ไปพร้อมกันด้วย ที่สำคัญไม่ควรจำกัดสิทธิหรือกำหนดเงื่อนไขซับซ้อน ควรเปิดให้ใช้ตามช่วงอายุผ่านบัตรประชาชนได้เลย ขณะที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้เพียงช่วงต้นเดือนเท่านั้น

 

นายสุธาศิน อมฤก เลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย

 

อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย

ด้านนายนิพนธ์ สมิทธาพิพัฒน์ อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย และผู้ประกอบการข้าวถุง กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัสในเฟสแรกถือว่าประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะข้าวถุงที่มียอดขายดี หากรัฐบาลนำมาใช้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นก็ยังได้ผล เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคไทยเมื่อมีเงินมักรีบจับจ่ายทันที แต่หลังผ่านไปประมาณ 1 เดือน กำลังซื้อจะกลับมาชะลอตัวตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดยังไม่ตอบรับมากนัก เนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง ส่งผลให้ราคาส่งออกถูกกดลง และกระทบราคาข้าวในประเทศ เพราะราคาข้าวถุงอิงกับตลาดส่งออก เมื่อราคานอกประเทศลดลง ผู้ซื้อในประเทศก็ต้องการราคาที่ถูกลงตามไปด้วย โดยพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมซื้อข้าวถุงขนาด 15 กิโลกรัม ขณะที่บางพื้นที่นิยมขนาด 40–48 กิโลกรัม

นายนิพนธ์ เสนอว่า มาตรการลักษณะนี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงชั่วคราว จึงควรทยอยใส่วงเงินมากกว่าการให้ครั้งเดียว เช่น หากให้ 2,000 บาท อาจแบ่งเป็นสัปดาห์ละ 500 บาท เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพราะหากให้รวดเดียว ผู้บริโภคมักใช้หมดภายใน 10 วันแรก แล้วบรรยากาศตลาดก็จะเงียบลง

 

นายนิพนธ์ สมิทธาพิพัฒน์ อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย

 

ส่วนกรณีนำสิทธิไปแลกเป็นเงินสด เขาระบุว่าผิดเงื่อนไขและควรเข้มงวดตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่เพียงการหมุนเงินเทียม ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เข้าร่วมโครงการ บางส่วนมองว่าขั้นตอนยุ่งยาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียรหรือใช้งานแอปพลิเคชันไม่สะดวก จึงไม่ต้องการเพิ่มภาระให้ตนเอง

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงทิศทางราคาหมูและข้อเสนอต่อรัฐบาล โดยระบุว่า โครงการ "คนละครึ่งพลัส" จะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคเนื้อหมูให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วยลดภาระค่าครองชีพและทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าราคาสินค้าถูกลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาหมูในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ย้ำว่าความยั่งยืนของราคาหมูหน้าฟาร์มไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงการช่วยเหลือระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมเพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อที่แท้จริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐดำเนินการอย่างเด็ดขาดใน 2 ประเด็นหลัก คือ

1. การป้องกันหมูเถื่อน ปัจจุบันเชื่อว่ายังมีหมูเถื่อนลักลอบเข้ามาในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคา

2. การส่งเสริมการส่งออก เพื่อระบายผลผลิตและสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกร อาทิ ส่งออกหมูไปยังประเทศเวียดนาม เนื่องจากปัจจุบันราคาหมูที่เวียดนามพุ่งสูงถึง 90-100 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาในประเทศไทยเกือบเท่าตัว

 

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

 

"เวียดนามมีความต้องการบริโภคหมูสูงมากและนิยมนำเข้าหมูมีชีวิต ในขณะที่ตลาดกัมพูชาปัจจุบันมีการปิดด่านและไม่ใช่ตลาดหลักเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G2G เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคในการขนส่งได้ จะเป็นทางออกที่ช่วยยกระดับราคาหมูไทยได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมาย" นายสิทธิพันธ์ กล่าวย้ำในตอนท้าย