

KEY
POINTS
ภาพจำของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย ในช่วงต้นปี 2569 นี้ ยังคงเป็นภาพของหยาดเหงื่อที่มาพร้อมกับความเหนื่อยล้า สถานการณ์ราคาหมูหน้าฟาร์มในปัจจุบันกลายเป็นโจทย์หินที่แก้ไม่ตก
ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ระบุว่า ราคาแนะนำสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในหลายพื้นที่ ร่วงลงไปแตะระดับ 54-58 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ต้นทุนการผลิตจริงโดยเฉลี่ยยังคงพุ่งสูงอยู่ในระดับ 74-76 บาทต่อกิโลกรัม
นั่นหมายความว่า ทุกกิโลกรัมที่เกษตรกรเลี้ยง คือ ภาระขาดทุนที่ต้องแบกรับไว้ถึง 15-20 บาท หรือ คิดเป็นตัวเลขความเสียหายราว 1,500-2,000 บาทต่อตัว ท่ามกลางภาวะหมูล้นตลาด และการเบียดแทรกของปัจจัยลบภายนอก เช่น กำลังซื้อที่หดหาย คอยซ้ำเติมคนเลี้ยงหมูรายย่อยจนแทบจะถอดใจ
แต่ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ข่าวการบรรลุข้อตกลงเปิดตลาดส่งออกเนื้อสุกรไปยังประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ จึงเปรียบเสมือนออกซิเจนชุดใหญ่ที่ถูกอัดฉีดเข้ามาในระบบปศุสัตว์ไทย ภายใต้การผลักดันเชิงรุกของ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ที่สามารถเจรจาจนมาเลเซีย ยอมรับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารของไทย ถือเป็นจังหวะก้าวที่ต้องยอมรับว่า เป็นการทำการบ้านที่ตรงจุดและมาได้ถูกเวลาที่สุดครั้งหนึ่ง
การที่โรงงานไทย 4 แห่งแรกได้รับตราอนุมัติให้ส่งออกได้ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมานั้น หากมองด้วยสายตาคนนอก อาจเห็นเป็นเพียงความสำเร็จของบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่ราย แต่ในความเป็นจริงของโลกการค้าเสรี นี่คือ ยุทธศาสตร์ "หัวเจาะทัพหน้า" ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
เพราะการจะเปิดประตูการค้ากับต่างประเทศที่มีมาตรฐานสุขอนามัยเข้มงวดได้นั้น จำเป็นต้องมีสถานประกอบการที่มีความพร้อมสูงสุดเข้าไปพิสูจน์ให้เขาเห็นก่อนว่า ระบบการจัดการโรคระบาด โดยเฉพาะ ASF และมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ของไทยมีประสิทธิภาพจริงตามคำอ้าง
เมื่อ "ทัพหน้า" เหล่านี้สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้สำเร็จ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ยอดขายของบริษัทเหล่านั้น แต่มันคือการสร้าง "National Brand" หรือ การการันตีคุณภาพของหมูไทยในสายตาชาวโลก ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยที่มีความพร้อม สามารถเดินตามรอยเข้าสู่ตลาดนี้ได้ง่ายขึ้นในอนาคต
มิติที่สำคัญที่สุดของดีล 4,000 ล้านบาทนี้ คือ การสร้าง "ประตูระบายผลผลิต" ให้กับอุตสาหกรรมหมูในประเทศ
อย่างที่ทราบกันดีว่า ปัญหาหลักของราคาหมูที่ตกต่ำอย่างหนักในปัจจุบัน คือ สภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) เมื่อมีหมูในระบบมากเกินกว่าการบริโภคในประเทศจะรับไหว ราคาก็ย่อมดิ่งลงอย่างรวดเร็ว การเปิดตลาดมาเลเซียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด มีต้นทุนค่าขนส่งต่ำ จึงเป็นช่องทางระบายผลผลิตที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะมีได้ในเวลานี้
เมื่อปริมาณหมูส่วนเกินถูกส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ กลไกตลาดภายในก็จะเริ่มขยับเข้าสู่จุดสมดุล ราคาหมูหน้าฟาร์มที่เคยหล่นลงไปต่ำกว่าต้นทุน ก็จะเริ่มขยับฐานสูงขึ้น และมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว ประโยชน์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่คนส่งออก แต่จะแผ่กระจายไปถึงเกษตรกรรายเล็กรายน้อยในต่างจังหวัด ที่จะได้เห็นราคาซื้อขายหมูเป็นกลับมาอยู่ในระดับที่พอจะมีกำไร และมีอนาคตในการประกอบอาชีพต่อได้เสียที
นอกจากนี้ การเปิดตลาดครั้งนี้ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ เพราะเมื่อตลาดพรีเมียมในมาเลเซียเปิดรับ เกษตรกรย่อมเกิดแรงจูงใจในการปรับปรุงฟาร์ม และระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อให้เข้าเกณฑ์มาตรฐานการส่งออก ผลพลอยได้ที่ตามมาคือ ผู้บริโภคในประเทศไทยเอง ก็จะได้เข้าถึงเนื้อหมูที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่การเปิดประตูสำเร็จ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ "การรักษาพื้นที่" ในตลาดสากล การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อประคับประคองมาตรฐานให้เข้มงวดตลอดสายพานการผลิต คือ กุญแจสำคัญที่จะทำให้หมูไทยครองใจตลาดเสือเหลืองได้อย่างยั่งยืน
ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของ "หมูไทย" ทั้งอุตสาหกรรม ที่รายใหญ่ทำหน้าที่ถากถางทาง เพื่อให้รายย่อยมีที่ยืน และเพื่อให้กงล้อเศรษฐกิจปศุสัตว์ของประเทศ กลับมาหมุนต่อได้ด้วยความมั่นใจ เป็นชัยชนะบนมาตรฐานที่ไทยเราภาคภูมิใจอย่างแท้จริง