KEY
POINTS
นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์การผลิตสุกรในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 8.30 ต่อปี โดยปี 2568 มีปริมาณการผลิตสุกร 23.584 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจาก 23.457 ล้านตัว ของปี 2567 ร้อยละ 0.54 เนื่องจากการฟื้นตัวของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ฟาร์มเลี้ยงสุกรสามารถปรับตัวในการทำระบบการเลี้ยงสัตว์ให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำให้ปริะสิทธิภาพของแม่พันธุ์สุกรปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนสุกรขุนออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น
ความต้องการบริโภคเนื้อสุกร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 9.36 ต่อปีซึ่งสุกรที่ผลิตได้ใช้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยปี 2568 มีการบริโภคสุกรปริมาณ 1,736 พันตัน ลดลงจากปริมาณ 1,737 พันตัน ของปี 2567 ร้อยละ 0.03 ส่วนการส่งออกทั้งในปริมาณและมูลค่าการส่งออกสุกรพันธุ์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 25.02 และร้อยละ 9.34 ต่อปี ตามลำดับ
โดยปี 2568 มีการส่งออกสุกรพันธุ์ปริมาณ 170,000 ตัว มูลค่า 1,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปริมาณ 81,627 ตัว มูลค่า 478 ล้านบาท ของปี 2567 ร้อยละ 108.26 และร้อยละ 109.25 ตามลำดับ ส่วนปริมาณและมูลค่าการส่งออกสุกรมีชีวิตอื่น ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 42.06 และร้อยละ 27.08 ต่อปี ตามลำดับ โดยปี 2568 มีการส่งออกสุกรมีชีวิตปริมาณ 180,000 ตันมูลค่า 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 121,677 ตัว มูลค่า 564 ล้านบาท ของปี 2567 คิดเป็นร้อยละ 47.93 และร้อยละ 41.88 ตามลำดับ
อย่างไรก็ดี ในส่วนเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็ง มีแนวโน้มลดลงในอัตรา ร้อยละ 24.35 และร้อยละ 28.60 ต่อปี ตามลำดับ โดยปี 2568 มีการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็ง ปริมาณ 2,400 ตัน มูลค่า 275 ล้านบาท ปริมาณลดลงจาก 2,527 ตัน ของปี 2567 ร้อยละ 5.04 ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 255 ล้านบาท ร้อยละ 7.94 โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง เมียนมา และ สปป.ลาว
เช่นเดียวกับปริมาณและมูลค่าการส่งออกเนื้อสุกรแปรรูป มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 6.45 และร้อยละ 5.21 ต่อปี ตามลำดับ โดยปี 2568 มีการส่งออกเนื้อสุกรแปรรูปปริมาณ 4,000 ตันมูลค่า 940 ล้านบาท ลดลงจากปริมาณ 4,632 ตัน มูลค่า 1,057 ล้านบาท ของปี 2567 ร้อยละ 13.64 และร้อยละ 11.05 ตามลำดับ โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น กัมพูชา ฮ่องกง และ สปป. ลาวโดยปริมาณการส่งออกในภาพรวมเพิ่มขึ้น เป็นผลจากความเข้มงวดด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำให้ผลิตภัณฑ์สุกรไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า
ปัจจัยเสี่ยง ปี 2569
นายสิทธิพันธ์ กล่าวว่า ในปี 2569 สมาคมค้านการนำเข้าหมูจากสหรัฐ ทุกกรณี แม้ว่ารัฐบาลทยอยลดภาษีและจำกัดปริมาณไม่ให้เกิน 1% ของการบริโภคภายในประเทศ โดยเนื้อหมูต้องไม่มีสารแรคโตพามีน ซึ่งเป็นสารเร่งกล้ามเนื้อที่ถูกห้ามใช้ในประเทศไทย ข้อจำกัดเบื้องต้นนี้มีขึ้นเพื่อให้สหรัฐฯ ทดลองตลาดในไทย ขณะเดียวกันก็ให้เวลาผู้ผลิตหมูไทย รวมถึงเกษตรกรรายย่อยปรับตัวให้ทัน ทั้งนี้ การเปิดตลาดเนื้อหมูถือเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมานาน และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สหรัฐฯ เคยตัดสิทธิพิเศษทางการค้าบางส่วนของไทยในปี 2020 มาแล้วก็ตาม ทั้งนี้ต้องรอรัฐบาลใหม่มาดำเนินการต่อไป
ส่วนราคาที่เกษตรกรขายได้ มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 3.25 ต่อปีโดยปี 2568 ราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 74.50 บาท สูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 68.90 บาท ของปี 2567 ร้อยละ 8.12 เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดสอคคล้องกับความต้องการบริโภค รวมทั้งมีการปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลจากการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร โดยการผลักดันการส่งออกของคณะกรรมการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร
สำหรับการนำเข้าเข้าส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร (หนัง ตับ และเครื่องในอื่น ๆ) มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 19.11 และร้อยละ 23.72 ต่อปี ตามลำดับ โดยปี 2568 มีการนำเข้าส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร ปริมาณ 15,000 ตัน มูลค่า 245 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 11,031 ตัน มูลค่า 161 ล้านบาท ของปี 2567 ร้อยละ 35.97 และร้อยละ 51.88 ตามลำดับ โดยนำเข้าจากประเทศสเปน ซึ่งตอนนี้ทางกรมปศุสัตว์ได้สั่งชะลอการนำเข้าไว้เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันช่วงนี้ประเทศเกิดโรคระบาด อย่างไรก็ดีการนำเข้าในส่วนนี้เพราะไทยชอบรับประทานและก็นำมาผลิตในอาหารสัตว์เลี้ยง
นายสิทธิพันธ์ กล่าวโดยสรุป การป้องกันโรคจะต้องมีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง และต่อต้านการนำเข้า เป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สมาคมจะเดินหน้าต่อก็คือ การเร่งรัดคดีหมูเถื่อน จากคนผิดยังลอยนวลอยู่ และเพื่อให้สังคมมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของไทย ในการทำคดีที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว สมาคมฯ ขอติดตามและขอให้เร่งรัดการทำคดีดังกล่าว เพื่อที่จะได้ดำเนินการส่งคดีในลำดับขั้นต่อไป เพื่อให้ผู้ทำความผิดได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด และไม่กระทำความผิดอีก เนื่องจากคดีดังกล่าวกระทบกับการประกอบอาชีพและเศรษฐกิจในวงกว้างมาอย่างยาวนาน โดยมีผลกระทบชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2565 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก
เปิดสถิติ 5 ปี ผลิตเนื้อสุกรโลก
สำหรับสถานการณ์ผลิตเนื้อสุกรของโลก นับตั้งแต่ปี 2564 ถึงปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.73 ต่อปี โดยปี 2568 การผลิตเนื้อสุกรของโลกมีปริมาณรวม 116.680 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 116.446 ล้านตัน ของปี 2567 ร้อยละ 0.20 ประเทศจีนมีการผลิตสุกรมากที่สุด ปริมาณ 57.000 ล้านตัน รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป 21.050 ล้านตัน สหรัฐอเมริกา 12.742 ล้านตัน และบราซิล 4.600 ล้านตัน โดยสหรัฐอเมริกา และบราซิลมีการผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 1.03 และร้อยละ 2.22 ตามลำดับ ขณะที่จีน และสหภาพยุโรป มีการผลิตลดลงร้อยละ 0.11 และร้อยละ 0.94 ตามลำดับ
ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.68 ต่อปี โดยปี 2568 การบริโภคเนื้อสุกรของโลกมีปริมาณรวม 115.641 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 115.096 ล้านตันของปี 2567 ร้อยละ 0.47 ประเทศจีนมีการบริโภคเนื้อสุกรมากที่สุด ปริมาณ 58.200 ล้านตัน รองลงมา ได้แก่สหภาพยุโรป 18.250 ล้านตัน สหรัฐอเมริกา 10.093 ล้านตัน และรัสเซีย 4.143 ล้านตัน โดยจีน และสหภาพยุโรปมีความต้องการบริโภคลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 0.12 และร้อยละ 0.47 ตามลำดับ ในขณะที่สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย มีการบริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.72 และร้อยละ 1.10 ตามลำดับ
สหรัฐฯ ส่งขายอันดับ 1 ของโลก
แต่ทว่าการส่งออก 5 ปี มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 4.19 ต่อปีโดยปี 2568 การส่งออกเนื้อสุกรมีปริมาณรวม 10.174 ล้านตัน ลดลงจากปริมาณ 10.317 ล้านตัน ของปี 2567 ร้อยละ 1.39 สหรัฐอเมริกามีการส่งออกเนื้อสุกรมากที่สุด ปริมาณ 3.155 ล้านตัน รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป 2.900 ล้านตัน และบราซิล 1.600 ล้านตัน โดยสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป มีการส่งออกลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 2.23 และร้อยละ 3.78 ตามลำดับ ขณะที่ บราซิล มีการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.51
อย่างไรก็ดีการนำเข้าเนื้อสุกรของโลกมีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 5.39 ต่อปีโดยปี 2568 การนำเข้าเนื้อสุกรมีปริมาณรวม 9.088 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 8.998 ล้านตัน ของปี 2567 ร้อยละ 1.00 ประเทศเม็กซิโกมีการนำเข้าเนื้อสุกรมากที่สุด ปริมาณ 1.500 ล้านตัน รองลงมา ญี่ปุ่น ได้แก่ 1.460 ล้านตัน และจีน 1.300 ล้านตัน โดยเม็กซิโกมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.04 ขณะที่ญี่ปุ่น และจีน มีการนำเข้าลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 1.82 และร้อยละ 0.46 ตามลำดับ