

KEY
POINTS
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รายงานว่า กระทรวงการค้า สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้ออกกฎกระทรวงการค้า เลขที่ 47/2025 ว่าด้วยสินค้าที่ห้ามนำเข้า ประกาศเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 เป็นต้นไป นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อคุ้มครองเกษตรกรและอุสาหกรรมภายในประเทศ
โดยกำหนดให้มีสินค้าห้ามนำเข้า (Import Prohibited) จำนวน 12 รายการ มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของประเทศไทยไปยังอินโดนีเซียในบางรายการ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว และสินค้าในกลุ่มเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น
สคต. ณ กรุงจาการ์ตา เปิดเผยว่า ได้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพบว่า สินค้าน้ำตาลตามพิกัด HS 1701 ซึ่งครอบคลุมน้ำตาลดิบและน้ำตาลทรายขาวบางประเภท ถูกกำหนดให้เป็นสินค้าห้ามนำเข้า ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกน้ำตาลดิบรายสำคัญไปยังอินโดนีเซีย
โดยในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) ไทยมีมูลค่าส่งออกน้ำตาลไปยังอินโดนีเซียถึง 725 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี อินโดนีเซียยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าน้ำตาล เนื่องจากกำลังการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ และมีแนวโน้มว่ารัฐบาลอินโดนีเซียอาจพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลบางส่วน โดยอิงจากปริมาณอนุญาตนำเข้าของปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การนำเข้ายังสามารถดำเนินการนำเข้าน้ำตาลดิบเพื่อการแปรรูปได้ภายใต้กฎกระทรวงการค้า เลขที่ 31/2025 ซึ่งยังมีผลบังคับใช้ คือแม้สินค้าจะอยู่ในบัญชีห้ามนำเข้า ก็ยังสามารถยื่นขอใบอนุญาตนำเข้า (Import Approval: PI) ได้ โดย Importer Producer และกฎกระทรวงการค้า เลขที่ 47/2025 มิได้อ้างอิงหรือยกเลิกกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว
สำหรับสินค้าข้าว กฎกระทรวงการค้าอินโดนีเซียได้กำหนดข้อจำกัดการนำเข้าข้าวหลายประเภทภายใต้พิกัด HS 1006 อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ และข้าวบาสมาติ โดยการพิจารณาอนุญาตนำเข้าไม่ได้ยึดตามชนิดข้าวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานและสถานะของผู้นำเข้าเป็นสำคัญ
โดยในปี 2568 อินโดนีเซียมีปริมาณสต็อกข้าวภายในประเทศประมาณ 3.5 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ
ทำให้รัฐบาลจึงมีแนวโน้มที่จะยังคงจำกัดหรือไม่เปิดให้นำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคโดยตรงต่อไปตามนโยบายที่ใช้ในปีก่อนหน้า การนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคจะดำเนินการได้เฉพาะผ่านรัฐวิสาหกิจเท่านั้น เช่น Bulog, Sarinah และ RNI และจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเมื่อมีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดหรือความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ
ขณะเดียวกัน ภายใต้กฎระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 31/2025 อินโดนีเซียยังคงอนุญาตให้นำเข้าข้าวเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมโดยผู้ประกอบการที่มีสถานะเป็น Importer Producer (IP)
ทั้งนี้ ต้องได้รับการอนุมัติการนำเข้าก่อน ข้าวที่นำเข้าภายใต้โครงการ IP จะต้องนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับกระบวนการผลิตหรือการแปรรูปทางอุตสาหกรรมเท่านั้น และไม่อนุญาตให้นำไปจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งกฎระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 47/2025 มิได้มีการอ้างถึง แก้ไข หรือเพิกถอนกฎระเบียบ ฉบับที่ 31/2025 แต่อย่างใด
ดังนั้น ระบบการนำเข้าตามที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบ ฉบับที่ 31/2025 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ โดยมีการแยกความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคโดยตรง ซึ่งจำกัดให้เฉพาะรัฐวิสาหกิจเท่านั้น กับการนำเข้าข้าวเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยผู้ถือสถานะ Importer Producer ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
ขณะที่สินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น กฎกระทรวงฯ ได้ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารทำความเย็นในบัญชีต้องห้าม ได้แก่ CFC, HCFC-22 และ HCFC-123 จากการสอบถามสมาคมเครื่องทำความเย็นไทย พบว่า สารดังกล่าวถูกห้ามผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว จึงประเมินว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของผู้ประกอบการไทยในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ยังมีสินค้าห้ามนำเข้าอื่น ๆ เช่น ถุงใช้แล้ว กระสอบใช้แล้ว เสื้อผ้าใช้แล้ว วัตถุอันตราย ของเสียอันตราย วัตถุดิบทางเภสัชกรรมและอาหารบางประเภท เครื่องมือแพทย์ที่มีส่วนประกอบของปรอท รวมถึงเครื่องมือการเกษตรดั้งเดิม เป็นสินค้าที่อินโดนีเซียมุ่งปกป้องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติไม่พบการส่งออกจากประเทศไทย หรือไม่จัดเป็นสินค้าเป้าหมายในการส่งออกของไทย
ภาพรวมมาตรการดังกล่าวกระทบต่อผู้ประกอบการไทยเฉพาะบางสินค้า โดยเฉพาะน้ำตาลเป็นหลัก ขณะที่สินค้าอื่นยังอยู่ในระดับผลกระทบจำกัด