KEY
POINTS
ซาอุดิอาระเบียถือเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้ายุทธศาสตร์ของไทยในปี 2567 เป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายหลังการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียนับเป็นโอกาสของภาคเอกชน ที่จะได้สามารถเข้าไปทำการค้า ลงทุน และเป็นไปตามเป้าหมาย วิสัยทัศน์ ค.ศ. 2030
โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการบริการ วัสดุก่อสร้างและบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ฮาลาล
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเดินทางไปเยือนเมืองริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย และมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมเดินทางไปด้วย ระหว่างวันที่ 3-5 ธันวาคม 2568 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าไทย-ซาอุฯ รวมถึงเข้าร่วมงาน Thai Food Village ภายในงาน Saudi Feast Food Festival 2025 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ ในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ช่วงเวลา 10.00 -11.00 น. มีกำหนดการพบและหารือกับผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งนำเข้ามันสำปะหลังจากไทย ขณะที่ช่วงบ่าย มีกำหนดพบหารือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุฯ (H.E. Dr. Majid Bin Abdullah Alkasabi, ณ สํานักงานการค้าต่างประเทศซาอุฯ (General Authority of Foreign Trade: GAFT) และพบหารือกับ Mr. Hassan bin Mujeb Al-Huwaizi ประธานสภาหอการค้าซาอุฯ (President of the Federation of Saudi Chambers) รวมถึงพบหารือผู้บริหารห้างสรรพสินค้า LuLu Hypermarket ซึ่งนําเข้าสินค้าจากไทย
โดยช่วงเย็น นางศุภจี จะเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองคณะทูตานุทูตในกรุงริยาดและบุคคลสำคัญของซาอุฯ ณ ทําเนียบเอกอัครราชทูต
สำหรับซาอุดิอาระเบียถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้ายุทธศาสตร์ของไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ภาคเอกชนมีกำลังซื้อ และมีความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาลจำนวนมาก รวมทั้งยังมีบทบาทนำในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปค รวมทั้งมีบทบาทนำในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ล่าสุดสำหรับปี 2568-2569 ไทยและซาอุฯ เห็นชอบที่จะยกระดับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าในด้านต่าง ๆ อาทิ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าและงานแสดงสินค้าระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการวางแผนพัฒนาประเทศ การร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น หุ่นยนต์ ยานยนต์สมัยใหม่ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น
รวมทั้งความร่วมมือด้านอาหารฮาลาล ยา และสมุนไพร ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จัดทำนโยบายดูแลผู้สูงอายุเพื่อให้สอดรับกับทิศทางสังคมไทยในอนาคต
นอกจากนี้ ซาอุฯมีแผนปฏิรูปเศรษฐกิจตาม “วิสัยทัศน์ ค.ศ. 2030” จะเปลี่ยนรูปแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบีย จากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันของภาครัฐไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาคเอกชน โดยคาดว่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับซาอุดีอาระเบียมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะในสาขาสาธารณสุข พลังงานทดแทน วัสดุก่อสร้าง ธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อาหารแปรรูปและอาหารฮาลาล
ทั้งนี้การส่งออกผลิตภัณฑ์และสินค้าฮาลาลไปยังซาอุดีอาระเบียในปัจจุบันนั้นมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากล่าสุดหน่วยงานอาหารและยาซาอุดีอาระเบีย (SFDA) ได้ให้การยอมรับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลาม ซึ่งเป็นหน่วยงานออกเครื่องหมายรับรองฮาลาลของประเทศไทย (Certification Body) ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ไม่ใช่ ประเทศมุสลิม (non-Muslim) ได้รับการรับรองและสามารถส่งออกสินค้าฮาลาลไปยังซาอุดีอาระเบียได้
สำหรับการค้าระหว่างไทยกับซาอุฯ ในปี 2567 ซาอุดีอาระเบียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง มูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 7,757.03 ล้านดอลลาร์ ลดลง 12.66% จากปีก่อนหน้า และมีสัดส่วนการค้าคิดเป็น 1.28% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย และไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 2,043.68 ล้านดอลลาร์
ขณะที่มูลค่าการค้าในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2568 มีมูลค่า 5,815.82 ล้านดอลลาร์ ลดลง 0.37% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 1,917.81 ล้านดอลลาร์
ด้านการส่งออกสินค้าของไทยไปยังซาอุดีอาระเบียในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2568 ไทยส่งออกไปซาอุดีอาระเบียเป็นมูลค่า 1,949.00 ล้านดอลลาร์ ลดลง 9.10% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
สินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกในปี 2567 ได้แก่
ส่วนการนำเข้าสินค้าของไทยจากซาอุดีอาระเบียในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2568 ไทยนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียเป็นมูลค่า 3,866.81 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.69% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
สินค้านำเข้าสำคัญ 10 อันดับแรกในปี 2567 ได้แก่