สรท. เตือนส่งออกไทยปี 69 ชะลอหนัก ต้นเหตุจาก 2 ปัจจัยใหญ่กดดัน

12 ม.ค. 2569 | 05:02 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ม.ค. 2569 | 05:33 น.

สรท.ชี้ส่งออกปี 2569 โตแค่ 2-4% เจอแรงกดดันภาษีสหรัฐ ภูมิรัฐศาสตร์ เงินบาทแข็ง สินค้าจีนทะลัก ต้นทุนพุ่ง จี้รัฐเร่งคุมความเสี่ยง-ดัน FTA ประคองเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ (สรท.) คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยในปี 2569 จะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง อยู่ที่ประมาณ 2-4%
  • ปัจจัยกดดันหลักที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกคือมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง
  • ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ต้นทุนผู้ประกอบการที่สูงขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการทะลักของสินค้าจากจีน

วันนี้ (12 มกราคม 2569) นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับคณะกรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ระบุว่า การส่งออกของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีมูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์ หรือ 890,204 ล้านบาท ขยายตัว 7% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 12% 

ขณะที่มีการนำเข้า มีมูลค่า 30,172.5 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17% ดุลการค้า ขาดดุล 2,726.9 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ภาพรวม 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 310,706 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 315,662.5 ล้านดอลลาร์ขยายตัว 12% ดุลการค้า ขาดดุล 4,956 ล้านดอลลาร์

ด้านการส่งออก 11 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 12.6 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 13% มูลค่าการค้ารวม

ทั้งนี้ เชื่อว่าการส่งออกปี 2568 จะเติบโตมากกว่า 9% ซึ่งแม้จะมีอุปสรรครอบด้านแต่ภาพรวมตลอดทั้งปี 2568 ยังมีการเติบโตจากการเร่งนำเข้าของคู่ค้าสำคัญในช่วงไตรมาส 1-3 

 

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

 

อย่างไรก็ตาม สรท. คาดการณ์ส่งออกปี 2569 ยังคงมีโอกาสเติบโตแบบชะลอตัว 2-4% แม้จะมีอุปสรรคทั้งภายในและภายนอกอยู่มาก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจาก มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และตัวเลขส่งออกปีที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง แต่บางอุตสาหกรรมที่ยังมีมุมเป็นบวกอยู่

ปัจจัยเสี่ยงส่วออกปี 69

ทั้งนี้ สรท. ให้ความสำคัญและเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2569ได้แก่ ปัจจัยภายใน ประกอบด้วย 

  • ความต่อเนื่องของนโยบายการเมืองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ
  • ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิค่าแรงขั้นต่ำและเงื่อนไขด้านสวัสดิการแรงงาน รายได้เงินบาทที่หายไปจากค่าเงินบาทแข็งค่า และทิศทาง ต้นทุนพลังงานจากสถานการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ 
  • การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อซัพพลายเชนและมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ 
  • ปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง และความหนาแน่นในพื้นที่คลังสินค้าสุวรรณภูมิ
  • ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ ในการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน และจำเป็นต้องมีการชดเชยที่เหมาะสม

ขณะที่ปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย 

1. ความขัดแย้งทาง ภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำเติมด้วยปัญหา Geo-economic ทำให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น 

2. US Reciprocal Tariff เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทย โดยมีผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาเงื่อนไข Transshipment ที่ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีของประเทศอื่นที่ทยอยบังคับใช้ อาทิ เม็กซิโก 

3.สินค้าจากจีน มีโอกาสทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น (China Influx) ทั้งในรูปแบบของการเข้ามาลงทุนโดยตรง และการส่งออกมาขายหรือส่งผ่านไปยังประเทศที่ 3

4. ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในปี2026 ซึ่งจะกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะกำไรที่ลดลงและการต่อรองราคาของผู้ซื้อ อนึ่ง สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย 

 

สรท. เตือนส่งออกไทยปี 69 ชะลอหนัก ต้นเหตุจาก 2 ปัจจัยใหญ่กดดัน

 

ทั้งนี้ สรท.ได้มีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐ เร่งดำเนินการ ประกอบด้วย

1. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางค่าเงินของภูมิภาค

2. ส่งเสริมการใช้Local Content เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น เร่งรัดการเจรจาเกณฑ์การใช้Local content / Regional Value Content (RVC) กับสหรัฐฯ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมในการทบทวนกระบวนการและซัพพลายเชนในการผลิต

3. เร่งขยายโอกาส กำหนดตำแหน่งของไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการเจรจาความตกลง FTA ที่ครอบคลุม

4. ขยายตลาดเดิม เสริมการหาตลาดใหม่เชิงรุก

  • ให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน supply chain ใหม่ เน้นการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างสมดุล
  • สนับสนุนวงเงินงบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ในปี2026 ให้เข้มข้น

5. เพิ่มความเข้มงวดและกำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและการค้าในรูปแบบออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานไทย และการส่งผ่านไปประเทศที่สาม

6. Green Economy & Sustainable 

  • ส่งเสริมการปรับตัวให้พร้อมรับกติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่กรอบความยั่งยืนมากขึ้น อาทิ มาตรการ CBAM แนวคิด ESG เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ลดข้อจำกัดด้านการค้า และการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ
  • กำหนดและส่งเสริมทิศทางพลังงานสะอาด สำหรับภาคการขนส่งสินค้าของไทยให้ชัดเจนและสอดคล้องกับระเบียบโลก และคู่ค้าสำคัญ

7. ปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ

  • ส่งเสริมการใช้การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน
  • พัฒนาโครงสร้างด้านดิจิทัลโลจิสติกส์ โดยผลักดันการใช้e-Document ผ่านแพลตฟอร์มในการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศในเป็นรูปธรรม
  • ส่งเสริมการสร้างศูนย์กลางอุตสาหกรรม S-Curve ของภูมิภาค ให้ไทยเป็น Regional hub ด้านโลจิสติกส์และพลังงาน

 

สรท. เตือนส่งออกไทยปี 69 ชะลอหนัก ต้นเหตุจาก 2 ปัจจัยใหญ่กดดัน